home |  link |  webboard |  job |  sitemap |  shopping cart 

ผู้จัดการ 360 ํ รายสัปดาห์์ ฉบับวันที่ 18 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 | สถาปนิกชุมชน กับเส้นทางสายความดี

สถาปนิกชุมชน กับเส้นทางสายความดี
ผู้จัดการ 360 ํ รายสัปดาห์์ ฉบับวันที่ 18 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

คลิกดูคลิป>>

 
          เรื่อง : จุฑารัตน์ ภาพ : กลุ่มสถาปนิกชุมชน

          'ปฐมา หรุ่นรักษ์วิทย์' สถาปนิกที่ไม่ได้มีเป้าหมายหลักอยู่ที่เงินทอง
          อะไรคือสิ่งที่สถาปนิกชุมชนคิดและทำ ?
          ถ้าคุณเป็นสถาปนิก จะมีสักครั้งหนึ่งหรือไม่ ที่อยากมีส่วนร่วมในงานนี้ ?
          ไม่ใช่แค่เพื่อคนอื่น แต่เพื่อตัวเองได้เรียนรู้โลกหลายมุมในเวลาเดียวกัน
          ปฐมา หรุ่นรักษ์วิทย์ หรือป่อง ที่ปรึกษาและผู้ก่อตั้งเคส สถาปนิกชุมชนเพื่อที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม หรือ Community Architecs for Shelter and Environment (CASE) แม้จะทำงานมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่คนทั่วไปยังคงไม่คุ้นหูไม่ว่าจะเป็นทั้งกับตัวเธอและองค์กรนี้ เพราะแม้ว่าจะทำงานคล้ายกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) แต่ทั้งสถานภาพของหน่วยงานและวิธีการทำงานแล้วแตกต่างกัน ไม่ต้องพูดถึงการทำงานและเป้าหมายแบบสถาปนิกทั่วไป ซึ่งเรียกได้ว่าอยู่กันคนละเส้นทาง
          งานของกลุ่มเคส คือการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อย ไม่สนใจการออกแบบตึกรามระฟ้า บ้านหรูหราราคาหลายสิบล้าน หรือวัดวาอารามที่ใหญ่โตอลังการ และที่สำคัญคือการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมเป็นหลักในการทำงาน ซึ่งแตกต่างจากการทำงานแบบใช้ความคิดความชอบของตังเองเป็นหลักแล้วชี้นำหรือโน้มน้าวให้ลูกค้าคล้อยตาม
          แม้ว่าปัจจุบันจะมีสถาปนิกที่หันมาทำงานด้านพัฒนาชุมชนและที่อยู่อาศัยเหมือนกัน แต่ความคิดและวิธีการต่างกัน อย่างที่เธอบอกว่า เป็น 'การมีส่วนเลือก' มากกว่า เพราะสถาปนิกออกแบบมาแล้ว 3-4 แบบโดยเข้าใจว่าตัวเองรู้ความต้องการของชาวบ้านแล้วให้ชาวบ้านเลือก ซึ่งไม่ใช่ 'การมีส่วนร่วม' ที่เป็นแก่นแกนของความสำเร็จอย่างยั่งยืน เพราะชาวบ้านไม่ได้เข้าใจและรู้ว่าแท้จริงตัวเองกำลังเลือกอะไรอยู่ สุดท้ายสิ่งที่เลือกจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง
          ในขณะที่กระบวนการมีส่วนร่วมหมายถึง การร่วมกันตั้งแต่เรื่องของข้อมูล การคิด วิเคราะห์ เลือก ตัดสินใจ แก้ปัญหา จนถึงลงมือทำ และสำเร็จออกมา ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้และตรวจสอบร่วมกัน โดยไม่ได้มีเงินเป็นตัวตั้ง แต่พูดถึงรายละเอียดของปัญหากับสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง
          'จริงๆ ก็คืองานทางสถาปัตยกรรมทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่สถาปนิกคิดเอง หาข้อมูลเอง สรุปเอง แต่เราประดิษฐ์วิธีให้ทุกคนที่เกี่ยวเนื่องในโครงการนั้นมีส่วนร่วมในกระบวนการทั้งหมด ซึ่งสื่อหรือวิธีการสื่อสารให้ชาวบ้านเข้าใจและมองเห็นภาพมักจะเป็นการทำโมเดลหรือแบบจำลองที่มักจะใช้ได้ผลดี'
          แต่วิธีการทำงาน ถ้าไม่ลงไปเชิงลึกและฟังชาวบ้านแล้วจะไม่รู้เลย เช่น เมื่อดูจากผังเมืองของชุมชนจะเห็นว่าควรจะสร้างสะพานในจุดนี้ดีที่สุด แต่ชาวบ้านเห็นว่าควรสร้างอีกที่ เพราะถ้าสร้างที่ที่สถาปนิกเห็นว่าเหมาะ เจ้าของที่ตรงนั้นจะต้องไม่ให้ผ่านและถูกเก็บค่าผ่านทางแน่นอน
          ความประทับใจจากบ่อหว้า
          แม้ว่าการบุกเบิกงานด้านนี้จะมีโครงการที่ไม่สำเร็จบรรลุผลไปทั้งหมด แต่โครงการที่สำเร็จมีไม่น้อย ตัวอย่างโครงการปรับปรุงชุมชนที่บ่อหว้าจังหวัดสงขลาสร้างความประทับใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเป็นโครงการแรกที่เธอเข้าไปทำร่วมกับเพื่อนต่างชาติเมื่อครั้งกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ
          'ที่เมืองไทยเราเรียนสถาปัตย์ ที่ศิลปากร 5 ปี เตรียมตัวมาทำงานแบบทำคนเดียวเพราะง่ายและเร็วกว่า แต่ไปเรียนที่ออกซ์ฟอร์ดบรูก ประเทศอังกฤษ 1 ปี ความรู้ที่ได้มาช่วยให้เราเปิดโลกทัศน์ใหม่ที่เราไม่เคยคิดถึงเลย ซึ่งตอนแรกที่เลือกไม่ได้รู้เลยว่าจะได้เรียนเรื่องแบบนี้ เพราะมีแค่คำอธิบายหลักสูตรสั้นๆ เรื่องที่ได้รู้มาคือภาพใหญ่ๆ ของโลก เช่น เรื่องโลกาภิวัฒน์ ซึ่งการเรียนระดับปริญญาโททำให้ต้องวิเคราะห์วิจารณ์อย่างมาก แต่วิชาหลักที่เลือกเรียนมากที่สุดคือการสร้างบ้านสำหรับคนรายได้น้อย '
          'และเมื่อมาทำงาน คิดถึงคำที่อาจารย์เน้นตลอดคือการมีส่วนร่วม ในใจเราอยากพิสูจน์เพราะเราไม่เชื่อเท่าไร แต่พอลงไปทำใช้ทฤษฎีที่เรียนมาไปลงภาคสนาม เราได้รู้ว่าการมีส่วนร่วมสำคัญที่สุดในการทำงานกับชุมชน และเห็นว่าทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมดไม่ใช่แค่เรื่องทางสถาปัตย์ แต่เรื่องสังคมด้วย'
          'ผลที่ออกมาประทับใจมากมาถึงวันนี้ เพราะไม่ว่าจะไปถามใครในชุมชน ทุกคนอธิบายรายละเอียดแผนการปรับปรุงได้เหมือนกัน และชาวบ้านเป็นคนนำโครงการไปเสนอ จนสามารถได้เงินงบประมาณจากจังหวัดมาปรับปรุงชุมชนในที่สุด เมื่อมีการบอกต่อมีชุมชนอื่นๆ มาเรียนรู้สิ่งที่เราทำ โดยชาวบ้านเป็นคนส่งต่อความรู้ เพราะเราไปอยู่แค่เดือนสองเดือน และทำให้เราได้ไปทำโครงการอื่นๆ อีกมาก'
          โครงการมากมายที่กลุ่มเคสได้ทำไป เช่น ชุมชนสันติธรรม เชียงใหม่, โครงการคลองเปรมประชากร, ชุมชนใต้สะพานกรุงเทพฯ, ตลาดสามชุก สุพรรณบุรี, โครงการบ้านพักฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยจากสึนามิ เป็นต้น
          เธอยอมรับว่าความสนุกและความสุขมาจากความท้าทายในระหว่างการทำงานที่ได้คิดได้ทำให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ ทั้งที่มีหลายๆ โครงการเป็นการทำงานฟรี เพราะไม่ได้มีใครสนับสนุนด้านการเงิน แต่เป็นความอยากทำ เช่น โครงการปรับปรุงชุมชนตลาดเก่ามีนบุรี ซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจในมุมมองสถาปนิก แต่สภาพในตลาดเป็นสลัมทรุดโทรม ซึ่งเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนที่เริ่มลงไปทำ ชาวบ้านไม่เอาด้วย แต่ด้วยวิธีการที่เข้าไปทำ จนกระทั่งถึงวันนี้ชาวบ้านเป็นคนช่วยเปลี่ยนแปลง และโครงการยังคงเดินต่อไป
          แต่อุปสรรคของงานนี้ที่บอกว่ามักจะมาจาก 'คน' แต่เป็นคนนอกชุมชนที่อยู่รอบข้าง คนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ คนที่เป็นนั้นการเมือง คนที่คิดจะได้ผลประโยชน์ เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่องค์กร ทำให้เรียนรู้คนหลายแบบ เพราะคนในชุมชนจะมีเพียงปัญหาในระยะแรกเท่านั้น แต่เมื่อเข้าใจจะกลายเป็นความช่วยเหลือร่วมมือกันและค่อนข้างจะปกป้องและออกรับแทนด้วยซ้ำไป
          ความหวังกับทางรอดใหม่
          แม้ว่างานนี้จะสนุกและท้าทายสำหรับสถาปนิกที่มีหัวใจของการทำงานกับชุมชน แต่หลายคนไม่สามารถอยู่ได้นานเพราะรายได้ไม่พอเลี้ยงตัว เพราะน้อยมากที่ชุมชนเรียกร้องต้องการให้สถาปนิกเข้าไปทำ เพราะฉะนั้น งบประมาณหรือรายได้จึงมาจากหน่วยงานต่างๆ ที่สนับสนุน เนื่องจากในปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่เห็นว่าสถาปนิกเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือในชีวิตของเขาอย่างไร
          แต่อย่างไรก็ตาม เธอยังคงหวังว่าในวันหนึ่งเมื่อทุกคนเข้าใจ สถาปนิกจะยึดงานนี้เป็นอาชีพหลักและอยู่รอดได้ในวิธีที่เธอคิดขึ้นเป็นตัวอย่าง เช่น ถ้าชาวบ้านในชุมชนที่มี 500 ครอบครัว และยอมจ่ายครอบครัวละ 100 บาทต่อเดือน จะทำให้สถาปนิกมีรายได้เดือนละ 5 หมื่นบาท ซึ่งมากพอที่จะเลี้ยงตัวและรับภาระครอบครัว หรืออย่างน้อยน่าจะมีการตอบแทนการทำความดีให้กับสังคมหากเห็นว่าสถาปนิกชุมชนคือคนที่ทำความดีให้สังคม เช่น การสะสมความดีแล้วสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีหรือแลกเป็นเงิน เพราะไม่อยากให้ความดีเป็นแค่ความภูมิใจ
          เธอเริ่มคิดเรื่องปากท้องและคุณภาพชีวิตของตัวเองและครอบครัวมากขึ้น เพราะคุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา กลายเป็นภาระที่เธอต้องเข้าไปช่วยแบกรับ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอไม่ค่อยคิดมากนักในเรื่องของรายได้
          ทางออกหนึ่งที่กำลังทำอยู่คือ การเปิดบริษัทเพื่อรับงานออกแบบและก่อสร้างบ้าน แต่ยังคงเป็นบ้านราคาไม่สูง ค่าก่อสร้างหลังละประมาณ 1-3 ล้านบาท และยังเป็นการทำงานให้กับคนชั้นกลาง และนำเสนอจุดขายในการเป็นคนที่ช่วยแก้ปัญหาให้ได้ เพื่อให้ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำต่อไปและมีรายได้พอเลี้ยงตัว
          'ถึงวันหนึ่งทุกคนจะเข้าใจว่าเราทำงานอะไร เราทำงานแบบ low cost อยู่แล้ว เพราะทำงานอยู่บนขีดจำกัด'
          แต่ทางที่ดีที่สุดคือ ทุกคนในสังคมต้องเข้าใจบทบาทของตนเอง และเห็นความสำคัญของกันและกัน ขาดใครคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่โต พนักงานทำงานบริษัท คนขับรถเมล์ แม่ค้าขายข้าวแกงข้างทาง คนกวาดถนน ฯลฯ เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมดในสังคมต้องพึ่งพาอาศัยกัน และในที่สุดคนจนในสลัมจะยอมจ่ายเงินให้สถาปนิกที่ทำงานกับชุมชนเพราะเข้าใจว่าสถาปนิกมีบทบาทอย่างไร ทุกคนมีบทบาทหน้าที่ของตนเอง
          แม้จะยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงในวงกว้าง แต่ในวงการเธอเป็นที่รู้จักไม่น้อย และด้วยสิ่งที่เธอทำ แม้จะเป็นเรื่องปิดทองหลังพระ แต่เธอได้รางวัลตอบแทนความดีที่เธอบอกว่าไม่ได้เรื่องใหญ่โตอะไร การเป็นอาจารย์ภาคสนามของ Centre for Development and Emergency Planning (CENDEP) มหาวิทยาลัย OXFORD BROOKES UNIVERSITY ที่เธอจบมา จึงมีโอกาสได้เข้าร่วมรับรางวัลจากพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ของอังกฤษ รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัยศิลปากร รางวัลสถาปนิกรุ่นใหม่ที่มีผลงานดีเด่นของสมาคมสถาปนิกสยาม และล่าสุดนิตยสาร A Day เลือกเธอเป็นหนึ่งในห้าฮีโร่ของเยาวชน
          ในวันที่โลกกำลังต้องการความช่วยเหลือจากทุกๆ คน 'ปฐมา หรุ่นรักษ์วิทย์' และกลุ่มเคส เป็นกลุ่มคนเล็กๆ ซึ่งกำลังทำเรื่องเล็กๆ ที่มีผลกระทบกับเรื่องใหญ่
          
          บรรยายใต้ภาพ
          ปฐมา หรุ่นรักษ์วิทย์