ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน
31 ธ.ค. 2568
พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
เหตุผลในการออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยที่พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลานาน สมควรปรับปรุงบทบัญญัติบางประการ ได้แก่ องค์ประกอบของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัด การดำเนินการเกี่ยวกับการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้จัดสรรที่ดิน การจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร รวมทั้งอัตราโทษของผู้ฝ่าฝืนคำสั่งของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายตามมาตรา 52 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและผู้ที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่มีการปรับปรุงแก้ไข ได้แก่
– องค์ประกอบของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัด (มาตรา 13 (2)) ได้เพิ่มองค์ประกอบกรรมการขึ้นอีกหนึ่งคนคือ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด
– การดำเนินการเกี่ยวกับการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของผู้จัดสรรที่ดิน (มาตรา 43 และมาตรา 52) ได้ปรับถ้อยคำจาก “ให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้น” เป็น “ให้มีสภาพใช้งานได้ตามปกติโดยไม่ต่ำกว่ามาตรฐานเดิมหรือเทียบเท่า” และเพิ่มมาตรา 43 วรรคสาม ในกรณีที่มีเหตุอันทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินไม่อาจทำสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้กับผู้จัดสรรที่ดินได้ คณะกรรมการอาจพิจารณาให้ผู้จัดสรรที่ดินนำหลักประกันอย่างอื่นมาค้ำประกันแทนได้ โดยหลักประกันอย่างอื่นให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางจะกำหนดขึ้น
– ส่วนการพ้นจากหน้าที่การบำรุงรักษาสาธารณูปโภค (มาตรา 44) ได้ปรับ (2) จาก “ดำเนินการจดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์” เป็น “ได้ดำเนินการอุทิศทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์” และเพิ่มแทรกเป็นวรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ บัญญัติให้เมื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น หรือ ได้ดำเนินการอุทิศทรัพย์สินให้เป็นสาธารณประโยชน์แล้ว ผู้จัดสรรที่ดินต้องส่งมอบเงินสัญญาค้ำประกันการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคให้แก่นิติบุคคลฯ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วย
– หากเป็นในกรณีที่ผู้จัดสรรที่ดินไม่ดำเนินการให้มีการจัดตั้งนิติบุคคลฯ หรือมิได้ปฏิบัติหน้าที่ในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค มาตรา 44 วรรคสามที่เพิ่มขึ้น ยังบัญญัติให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนแปลงย่อยที่ได้จำหน่ายไปแล้ว สามารถยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา เพื่อดำเนินการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ หรือถ้าเป็นกรณีที่จำนวนผู้ซื้อที่ดินไม่ถึงกึ่งหนึ่งดังกล่าว ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรสามารถจัดให้มีการประชุมและใช้มติเสียงข้างมากของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรที่เข้าประชุมเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ โดยให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนดต่อไป
– นอกจากนั้น ยังเพิ่มมาตรา 44 วรรคหก เพื่อรองรับกรณีที่ เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินฯจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว ซึ่งจะต้องมีการจดแจ้งในโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เพื่อให้ทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภคตกเป็นของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หากไม่ได้โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ก็ให้ถือว่าสูญหากและพนักงานเจ้าหน้าที่จะออกใบแทนเพื่อดำเนินการดังกล่าวต่อไป
– การจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา (มาตรา 49) ซึ่งบัญญัติให้จัดเก็บเป็นรายเดือนจากที่ดินแปลงย่อยทุกแปลง ได้ปรับเพิ่มถ้อยคำ “หรือตามที่กำหนดในข้อบังคับของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร” เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น
– การปิดประกาศคำขอยกเลิกการจัดสรรที่ดิน (มาตรา 55) เปลี่ยนจาก ให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ซึ่งแพร่หลายในท้องถิ่นนั้นไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เป็น ให้เผยแพร่ทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกรมที่ดินมีกำหนดหกสิบวัน
– ปรับอัตราโทษของผู้ฝ่าฝืนคำสั่งของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายตามมาตรา 52 จากระวางโทษปรับตามฐานแต่ละมาตราและปรับอีกวันละ 1,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน เป็น ระวางโทษปรับตั้งแต่ 50,000 บาทถึง 500,000 บาทและปรับอีกวันละ 10,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนคำสั่ง
ดาวน์โหลด: lsa/lsa68(03).pdf