ประเภท ก. งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน
ระดับดีมาก
วิหารน้อย สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
อ่านเพิ่มเติม
วิหารน้อย สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร
- ที่ตั้ง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
- ผู้ครอบครอง สำนักพระราชวัง และวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2426
- สถาปนิก/ ผู้ออกแบบอนุรักษ์ สิน พงษ์หาญยุทธ วีระพันธุ์ ไพศาลนันท์ วทัญญู เทพหัตถี และสัญชัย ลุงรุ่ง
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2565
- ประเภท งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน
- ระดับ ดีมาก
วิหารน้อย สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร สร้างขึ้น ณ ลานริมกำแพงวัดทิศตะวันตกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อใช้เป็นที่บรรจุพระอัฐิของเจ้าจอมมารดาแพ พระสนมเอก หลังจากนั้นใช้เป็นสถานที่บรรจุพระอังคารและพระอัฐิของพระราชโอรสและพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ต่อมาอีกหลายพระองค์ และเป็นสถานที่จัดพิธีบำเพ็ญกุศลของราชสกุลต่าง ๆ ในบางช่วงเวลาใช้งานเป็นห้องเรียนชั่วคราวของโรงเรียนวัดราชบพิธ ต่อมาในพุทธศักราช 2561 มูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้ดำเนินการบูรณะวิหารน้อย เนื่องจากอาคารมีสภาพทรุดโทรมขาดการบูรณะซ่อมแซมมาเป็นเวลานาน โดยการบูรณะแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2562
วิหารน้อย สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นอาคารชั้นเดียว รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่มีการผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบโกธิกและคลาสสิกรีไววัล โครงสร้างอาคารเป็นผนังรับน้ำหนักก่ออิฐ ผังพื้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 8.75 เมตร ยาว 10.92 เมตร วางด้านยาวตามแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก พื้นภายในและบันไดภายนอกปูด้วยหินอ่อน หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้องว่าวซีเมนต์ ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปหล่อของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ อันเป็นงานประติมากรรมซึ่งมีคุณค่า ด้านหน้าอาคารวิหารน้อยมีการตกแต่งหน้าจั่วมุขทางเข้าเป็นลายปูนปั้นรูปรัศมีดวงอาทิตย์และไม้สักฉลุลายพรรณพฤกษา ลักษณะเป็นไม้ชุดประกอบกันเป็นซุ้มโค้งยึดกับไม้ปั้นลม ยอดจั่วประดับด้วยไม้สาระไน ตอนบนของประตูและหน้าต่างทำเป็นช่องตารางรูปเรขาคณิต เหนือบานกรอบเป็นวงโค้งครึ่งวงกลมแบ่งเป็นช่อง ช่องทั้งหมดกรุภายในด้วยกระจกสีแดง น้ำเงิน เหลือง เขียว และม่วง โดยสลับสีให้เกิดความงดงาม ภายนอกตกแต่งซุ้มประตูหน้าต่างและผนังส่วนคอสองด้วยลวดบัวปูนปั้น ฝ้าเพดานภายในเป็นฝ้าไม้สักตีชนแบบมีบังใบและตกแต่งด้วยคิ้วไม้สักเป็นลายตารางสี่เหลี่ยม
วิหารน้อย สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการอนุรักษ์
ศาสนสถานที่ทรงคุณค่าตามหลักวิชาการ สามารถรักษาองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม นอกจากนี้ยังสนับสนุนการผลิตวัสดุที่หายากและช่วยฝึกฝนบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีประสบการณ์ความชำนาญในการบูรณะอีกด้วย
“กระบวนการอนุรักษ์วิหารวัดน้อย ภายในสุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มีความครบถ้วน โดยมีการศึกษาประวัติความเป็นมา หลักฐานที่แสดงถึงองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมในช่วงเวลาต่าง ๆ ตลอดจนมีการประเมินสภาพอาคาร จนสามารถเลือกอนุรักษ์องค์ประกอบสำคัญไว้ได้ มีการเลือกเทคนิควิธีการอนุรักษ์และการเลือกใช้วัสดุทดแทน เพื่อซ่อมแซมองค์ประกอบที่เสื่อมสภาพได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล นอกจากนี้มีการปรับปรุงงานระบบอาคารและปรับปรุงภูมิทัศน์ ให้มีความสอดคล้องกับการใช้งานในปัจจุบัน การอนุรักษ์วิหารวัดน้อยแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีความตั้งใจในการอนุรักษ์อาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์จนประสบผลดียิ่ง”
(ความเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Wihan Noi, Royal Cemetery, Wat Rajabopit Sathitmahasimaram
- Location: Wat Rajabopit Sathitmahasimaram Ratchaworawihan, Khwaeng Wat Rajabopit, Khet Phra Nakhon, Bangkok
- Proprietor: Bureau of the Royal Household and Wat Rajabopit Sathitmahasimaram
- Construction Date: 1883
- Architects/Conservation Designers: Sin Phonghanyut, Wiraphan Phaisannan, Watanyoo Thephattee, and Sanchai Lungrung
- Conservation Awarded Date: 2022
- Category: Architectural and community heritage conservation projects
- Level: Award of Distinction
Wihan Noi, Royal Cemetery, Wat Rajabopit Sathitmahasimaram Ratchaworawihan was built in the reign of King Rama V on the grounds adjacent to the west wall of the temple as the place for interring the relics of Chaochom Manda Phae, his first rank royal wife. Afterwards, the place was used for burying the relics of many of the King’s sons and daughters, as well as for merit-making ceremonies by royal families, and in some occasions, used as a temporary classroom of Rajabopit School. Later in 2018, the Abhakorn Royal Family Foundation under Admiral Prince Krommaluang Chumphonkhet Udomsak had the building restored until completion in 2019.
Wihan Noi, Royal Cemetery, Wat Rajabopit Sathitmahasimaram Ratchaworawihan is single storey, Western style architecture of the mixed Gothic and Classic Revival styles, brick wall-bearing structure, rectangular plan, 8.75×10.92 meters, laid on east – west axis lengthwise. The interior floor and stairs are paved with marble, the wood is gable with rhombus cement tiles, the interior enshrines Buddha images and the statue of Admiral Prince Krommaluang Chumphonkhet Udomsak. To the front, the pediment of the entrance porch is decorated with stuccos depicting the sun and teakwood openwork foliage design in an arch attached to the pediment framework, the top of pediment is decorated with a wooden finial. Door and window panels are made with geometric designs, such as grids in top parts, and half-circle fanlights divided into segments, fitted with colored glass panes of red, blue, yellow, green, and purple colors alternately; door and window frames and the walls of the clerestory are decorated with stuccos; interior ceilings are made of teakwood, decorated with teakwood moldings in grid design.
Wihan Noi, Royal Cemetery, Wat Rajabopit Sathitmahasimaram Ratchaworawihan is a commendable example of conservation of a valuable religious building by scientific conservation methods. This project also supported the production of rare materials and training of personnel in the fields involved to improve their experience and expertise in restoration.
“The conservation of Wihan Noi, Royal Cemetery, Wat Rajabopit Sathitmahasimaram Ratchaworawihan was carried out in a complete process, including the study of the building’s history, collection of information on architectural elements of different periods, and building evaluations, which were concluded for decision-making on conservation of important elements. The conservation techniques were appropriately decided; selection of replacing materials for the repair work was reasonable; apart from these, the building systems improvement and landscaping were made to suit the present use. This conservation project, therefore, is the manifestation of cooperation between public and private sectors who determined to conserve this historic building for successful results.”
(Opinion of the Judge)





นีลนิวาส
อ่านเพิ่มเติม
นีลนิวาส
- ที่ตั้ง เลขที่ 86 ซอยอิสรภาพ 28 แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
- ผู้ครอบครอง พีระ มะหะสิทธิ์
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2433
- สถาปนิก/ ผู้ออกแบบอนุรักษ์ วีณา มะหะสิทธิ์
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2565
- ประเภท งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน
- ระดับ ดีมาก
นีลนิวาส เดิมเป็นบ้านพักอาศัยของพระยาอาหารบริรักษ์ (ผึ่ง ชูโต) และคุณหญิงผาด ชูโต สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 1 ไร่ ริมคลองบางกอกใหญ่หรือที่เรียกกันว่าคลองบางหลวง จึงเคยเป็นที่รู้จักกันในนาม บ้านพระยาอาหารบริรักษ์ ต่อมาใน พ.ศ. 2551 เมื่อครอบครัวมะหะสิทธิ์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินแปลงนี้การปรับปรุงฟื้นฟูบ้านจึงเริ่มขึ้น โดยการซ่อมแซมโครงสร้างอาคาร รายละเอียดงานสถาปัตยกรรม งานตกแต่งภายใน และปรับปรุงภูมิทัศน์ รวมเวลาทั้งสิ้น 7 ปี เมื่อการปรับปรุงฟื้นฟูบ้านแล้วเสร็จได้เปลี่ยนชื่อบ้านเป็น นีลนิวาส ซึ่งมีความหมายว่า บ้านสีเขียว
นีลนิวาส เป็นบ้านไม้สักสูง 2 ชั้น หลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องว่าวซีเมนต์ เป็นอาคาร 2 หลังเชื่อมต่อกัน ตัวบ้านวางขนานกับแนวคลองซึ่งเป็นทางสัญจรหลักมาแต่เดิม โดยถอยร่นห่างจากแนวคลองประมาณ 30 เมตร เกิดเป็นพื้นที่โล่งด้านหน้าบ้าน ในแนวแกนกลางเดียวกับทางเข้าบ้านมีต้นลิ้นจี่ปลูกไว้ อาคารทั้ง 2 หลังมีระยะห่างระหว่างกัน 3.6 เมตร เชื่อมต่อกันทั้งชั้นล่างและชั้นบนด้วยทางเชื่อมแบบมีหลังคาคลุม อาคารฝั่งทิศตะวันออกที่อยู่ด้านหน้าเป็นเรือนไม้สักทั้งหลัง ส่วนอาคารฝั่งตะวันตกด้านหลังเป็นบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูน สันนิษฐานว่าปลูกสร้างขึ้นภายหลังอาคารด้านหน้า พื้นชั้นล่างของอาคารทั้ง 2 หลังยกสูงจากพื้นดินมีช่องระบายอากาศที่ฐานอาคาร เรือนด้านหน้ามีลักษณะพิเศษตรงมุขรูปหกเหลี่ยมจำนวน 2 มุข ในลักษณะสมมาตร หลังคาทรงปั้นหยาหักมุมไปตามรูปเหลี่ยม ตรงกลางระหว่างมุขทั้ง 2 เป็นทางเข้าบ้านแบบมีหลังคาคลุม มีการตกแต่งบริเวณทางเข้านี้ด้วยไม้ฉลุลาย หน้าต่างของบ้านทั้งหมดเป็นบานเกล็ดไม้ที่ตรงกลางบานเปิดเป็นบานกระทุ้งได้ เหนือบานหน้าต่างมีช่องลมระบายอากาศประดับไม้ฉลุลาย
นีลนิวาส แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความพยายามในการรักษาองค์ประกอบต่าง ๆ ทางสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 ให้มีลักษณะเหมือนเดิมและอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด มีการสืบค้นประวัติความเป็นมาของอาคาร มีข้อมูลทางด้านโบราณคดีจากหลักฐานที่พบระหว่างทำการปรับปรุง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการนำมาใช้ในการกำหนดแนวทางของการปรับปรุงซ่อมแซมด้วย ในปัจจุบันได้ใช้งานเป็นบ้านพักอาศัยของครอบครัวมะหะสิทธิ์ โดยที่ส่วนชั้นล่างของเรือนด้านหน้าจัดทำเป็นโถงทางเข้าและพิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้อมูลของบ้านและเรื่องราวตามยุคสมัยของการก่อสร้าง และมีการเตรียมเปิดพื้นที่ชั้นบนของบ้านเป็นห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยว
“กระบวนการอนุรักษ์มีความครบถ้วน ประกอบด้วย การศึกษาประวัติความเป็นมา องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมในช่วงเวลาต่าง ๆ และการประเมินสภาพอาคาร สามารถอนุรักษ์องค์ประกอบสำคัญให้กลับมามีการใช้งานได้อย่างเหมาะสมอีกครั้ง การเลือกเทคนิควิธีการอนุรักษ์และการเลือกใช้วัสดุทดแทนเพื่อซ่อมแซมองค์ประกอบที่เสื่อมสภาพทำได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล มีการสื่อความหมายผ่านการนำเสนอให้เห็นร่องรอยเดิมของอาคาร รวมทั้งการรักษาบรรยากาศของสภาพโดยรอบของอาคารที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของที่ตั้งซึ่งอยู่ริมคลองประวัติศาสตร์สำคัญ การอนุรักษ์บ้านนีลนิวาสจึงเป็นตัวอย่างการปรับประโยชน์ใช้สอยไปสู่การใช้งานใหม่ที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนเป็นตัวอย่างอันดีให้กับการอนุรักษ์อาคารพักอาศัยที่มีคุณค่าในชุมชนฝั่งธนบุรีต่อไป”
(ความเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Neil Niwas
- Location: No. 86 Soi Issaraphap 28, Khwaeng Wat Arun, Khet Bangkok Yai, Bangkok
- Proprietor: Phira Mahasit
- Construction Date: 1890
- Architect/Conservation Designer: Weena Mahasit
- Conservation Awarded Date: 2022
- Category: Architectural and community heritage conservation projects
- Level: Award of Distinction
Neil Niwas was originally the residence of Phraya Ahanborirak (Phueng Chuto) and Khunying Phat Chuto, built in the reign of King Rama V on the bank of Bangkok Yai canal or Khlong Bang Luang, commonly known as “Ban Phraya Ahanborirak” (Phraya Ahanborirak’s house). In 2008, the house ownership was transferred to Mahasit family who began to renovate the house by repairing the structure and architectural details, interior renovation, and landscaping, which were completed in seven years. After renovation, the name of the house was changed to “Neil Niwas” which means “Green House”.
Neil Niwas is a 2-storey house built of teakwood, hip roof with rhombus cement tiles, the house comprises 2 connecting houses laid parallel to the canal, the original route of communication. The approximately 30 meters distance from the canal has become an open space in front of the house, and on the same axis as the entrance, a lychee tree was planted. These two buildings are separated by a 3.6 meters distance, connected by roofed corridors on ground floor and upper floor. The house to the east, which is the front house, is built of teak wood, whereas the West house to the rear is half brick half wood, believed to have been built after the front house. The lower floors of both houses are raised from the ground and the underfloor area is enclosed with walls with ventilation openings. The front house features 2 symmetrical hexagonal porches, hip roofs, between these porched is the entrance porch decorated with wood openwork designs, windows are louvres windows of which he middle parts can be opened, over the windows are openwork wooden fanlights.
Neil Niwas reflects the determination and effort in conservation of architectural elements to remain in their original features and in the best condition. The study of history of the building from several sources including archaeological evidence discovered during the renovation was useful for decision making on restoration approach. At present, the house is used as a residence of Mahasit family, with the lower floor of the front house serving as entrance hall and museum exhibiting the house’s history and related events. Furthermore, the owner is preparing to open the second floor of the house for tourists’ accommodation.
“The conservation of Neil Niwas was carried out in a complete process, including the study of the building’s history, collection of information on architectural elements of different periods, and building evaluations, which were concluded for decision-making on conservation of important elements. Conservation techniques were appropriately decided; selection of replacing materials for the repair work was reasonable; interpretation scheme to show the original features; and the conservation of the atmosphere of the setting on an important historic canal were included. The conservation of Neil Niwas, therefore, is a good example of adaptive reuse which is beneficial economically and socially, as well as being an inspiration to the conservation of valuable residential buildings in Thon Buri communities”
(Opinion of the Judging Committee)








ระดับดี
พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ่านเพิ่มเติม
พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ที่ตั้ง เลขที่ 239 ถนนคลองชลประทาน ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
- ผู้ครอบครอง สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2565
- ประเภท งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน
- ระดับ ดี
พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่พ.ศ. 2536 ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ในอดีตเป็นบริเวณบ้านพักอาศัยของครอบครัวคิวรีเปอล์ (Queripel) นายห้างป่าไม้ชาวอังกฤษ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตผ่านสถาปัตยกรรมเรือนล้านนาของลุ่มน้ำปิง และเป็นศูนย์กลางรองรับกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม และประเพณีของท้องถิ่น เรือนที่จัดแสดงได้รับมอบโดยการบริจาคมาจากเจ้าของเรือนหรือทายาท และได้มีวิธีการอนุรักษ์โดยการรื้อถอนจากแหล่งที่ตั้งเดิม ขนย้าย และนำมาปลูกสร้างให้คงตามรูปแบบสถาปัตยกรรมเดิม ยกเว้นบ้านพักอาศัยของครอบครัวคิวรีเปอล์ที่ตั้งอยู่เดิมในพื้นที่ตั้งแต่เมื่อเริ่มจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ปัจจุบัน มีเรือนโบราณ 9 หลัง หลองข้าว 4 หลองข้าว และเรือนเครื่องผูก (ไม้ไผ่) 1 หลัง ตั้งอยู่รอบลานกิจกรรม ดังนี้ คือ
1. เรือนไทลื้อหม่อนตุด สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2460 รูปแบบของเรือนแสดงให้เห็นการปรับตัวของชาว
ไทลื้อที่อพยพจากสิบสองปันนามาอาศัยอยู่ในเชียงใหม่ มีการผสานวิถีชีวิตแบบไทลื้อและไทยวนเข้าไว้ด้วยกัน
2. เรือนทรงอาณานิคมคิวรีเปอล์ สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2469 เป็นเรือนของชาวตะวันตกที่หลงเหลือในจังหวัดเชียงใหม่เพียงไม่กี่หลัง ตัวเรือนแสดงให้เห็นเทคนิคการก่อสร้างแบบโบราณที่ใช้ผนังรับน้ำหนัก
3. เรือนพญาปงลังกา สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2439 เป็นเรือนขนาดใหญ่ของคหบดี แสดงให้เห็นถึงการแบ่งพื้นที่การใช้สอยในส่วนของเรือนนอน เติ๋น ชาน และครัวไฟ มีฮางลิน (รางระบายน้ำฝน) ทำด้วยไม้ซุงท่อนเดียวขุดร่องตรงกลาง รองรับตรงกลางระหว่างชายคาของเรือนสองหลัง
4. เรือนกาแลพญาวงศ์ สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2440 เป็นเรือนจั่วแฝดสองจั่ว โครงสร้างเรือนใช้วิธีการเข้าสลัก ลิ่ม และเดือยประกอบตัวเรือน
5. เรือนกาแลอุ๊ยผัด สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2456 เป็นเรือนขนาดเล็ก ตัวเรือนแสดงให้เห็นภูมิปัญญา
เชิงช่างที่ใช้เสาเรือนต้นเล็กจำนวนหลายต้นรับน้ำหนักตัวเรือน
6. เรือนพื้นบ้านล้านนาอุ๊ยแก้ว สร้างขึ้นในช่วง พ.ศ. 2470 – 2480 เป็นเรือนที่มีพัฒนาการต่อมาจากยุคเรือนกาแล ตัวเรือนมีห้องนอน เติ๋น แบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นสัดส่วน
7. เรือนพื้นถิ่นแม่แตง สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2460 เป็นเรือนพื้นถิ่น หลังคาทรงจั่ว
8. เรือนฝาไหลของแม่นายคำเที่ยง สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2457 มีการทำฝาเรือนแบบ “ฝาไหล” สามารถเปิดและปิดได้โดยการเลื่อนฝาชั้นบนและล่างได้ทั้งหลัง เป็นลักษณะพิเศษที่ภูมิปัญญาเชิงช่างทำให้ตัวเรือนมีอากาศถ่ายเทได้เป็นอย่างดี
9. เรือนทรงปั้นหยาอนุสารสุนทร สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2467 เป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่ รูปแบบสถาปัตยกรรมอิทธิพลจากตะวันตก โดยออกแบบตามวัตถุประสงค์ของเจ้าของเรือนที่เป็นหมอรักษาโรค และตัวเรือนตั้งอยู่ในย่านการค้า ชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัยและชั้นล่างเปิดเป็นคลินิกและร้านขายยา
10. หลองข้าวหลวงเลาหวัฒน์ สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2440 เป็นหลองข้าวขนาดใหญ่ รองรับโครงสร้างอาคารด้วยเสาไม้ขนาดใหญ่ 14 ต้น ป้านลมมีการประดับตกแต่ง
11. หลองข้าวป่าซางนันทขว้าง สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2440 เป็นหลองข้าวขนาดใหญ่ หน้าจั่วตกแต่งด้วยลวดลายนกยูง ในอดีตเจ้าของได้ปรับปรุงมาใช้งานอื่นแทนการเก็บข้าวก่อนแล้ว มีการเสริมบันไดและไม้ฉลุเพิ่มเติม
12. หลองข้าวสารภี สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2450 เป็นหลองข้าวที่มีสภาพและรูปแบบที่ยังครบถ้วนสมบูรณ์ หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินขอ
พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมไว้โดยการเคลื่อนย้ายเรือนจากที่ตั้งเดิมมาสู่ที่ตั้งปัจจุบัน หลังจากนั้นได้ปรับปรุงซ่อมแซมเรือนเหล่านี้ตามหลักวิชาการก่อนที่จะเปิดดำเนินการเพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้
“พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนาเป็นกลุ่มอาคารที่มีคุณค่าที่ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี แสดงถึงความตั้งใจ ที่พยายามเก็บรวบรวม และรักษางานสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่ยังคงหลงเหลืออยู่เอาไว้ได้ ในการย้ายอาคารจากที่ตั้งเดิมมาสู่ที่ตั้งในปัจจุบัน มีกระบวนการดำเนินงาน การจัดทำแบบสถาปัตยกรรม และการรักษาองค์ประกอบด้วยการซ่อมแซมด้วยเทคนิคฝีมือช่างวิธีดั้งเดิม โดยผู้เชี่ยวชาญ ภายในตัวอาคารมีการจัดแสดงและสื่อความหมายให้เห็นถึงการอยู่อาศัยในอดีต นอกจากนี้ มีการออกแบบภูมิทัศน์ให้กลมกลืนกับตัวอาคารและการใช้งานในปัจจุบัน ในการอนุรักษ์ได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในกระบวนการต่าง ๆ มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมถึงมีการใช้พื้นที่รองรับกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม”
(ความเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Lanna Traditional House Museum, Center for the Promotion of Arts and Culture, Chiang Mai University
- Location: No. 239 Khlong Chonlaprathan Road, Tambon Suthep, Amphoe Mueang, Chiang Mai
- Proprietor: Center for the Promotion of Arts and Culture, Chiang Mai University
- Conservation Awarded Date: 2022
- Category: Architectural and community heritage conservation projects
- Level: Award of Merit
Lanna Traditional House Museum, Center for the Promotion of Arts and Culture, Chiang Mai University was established in 1993, situated in the area which was originally the residence of Queripel, British timber traders’ family, as a learning center on people’s way of life reflected in vernacular houses of the Ping River basin, as well as being a venue for art, cultural and traditional activities. The exhibited houses were donated to the museum by owners or their heirs and were relocated from their original locations to be rebuilt at the museum site in their original architectural features except the Queripel house that has existed in situ from the beginning. At present, there are 9 ancient houses, 4 rice storages, and 1 bamboo house, situated around the activity ground, namely:
- Ruean Tai Lue Mon Tut: built in 1919. The style reflects the adaptation of the Tai Lue who migrated from Xishuangbanna to Chiang Mai that integrated the way of life of Tai Lue and Tai Yuan.
- Colonial style house of the Queripels: built in 1926. This is one of the few remaining Western style houses of the period in Chiang Mai, built by ancient wall-bearing techniques.
- Ruean Phaya Ponglanka: built in 1896. A large house of wealthy family, consisting of the bedrooms, Toen, Chan, kitchen. Between the eaves of 2 gables is a Hang Lin (rainwater gutter) made of a single tree trunk as a rainwater drainage device.
- Ruean Kalae Phaya Wong: built in 1897. A twin-gable house built by traditional wood jointing techniques.
- Ruean Kalae Ui Phat” built in 1913. A small house showing structural wisdom in the application of many small columns to bear the house’s load.
- Ui Kaeo vernacular Lanna house: built during 1927 – 1937. This house is an example of the style developed from Ruean Kalae, consisting of bedroom, Toen, and other well-allocated functional areas.
- Mae Taeng vernacular house: built in 1917. A vernacular house with gable roof.
- Sliding-wall house of Mae Nai Kham Thiang: built in 1914. This house is distinguished by “Fa Lai” sliding walls which are applied to both the ground floor and the second floor. This building craft wisdom is the means for well-ventilated house.
- Anusansunthon hip roof house: built in 1924. A large wooden house with Western influenced architecture designed based on the owner’s specifications. The owner, who was a medical doctor, built the house which the upper floor was used as residence and ground floor was a clinic and pharmacy, originally located in commercial area.
- Long Khao Luang Laohawat (Laohawat large rice storage): built in 1897. A large rice storage supported with 14 large wooden columns. The roof has decorative elements.
- Long Khao Pa Sang Nanthakhwang: built in 1897. A large rice storage, pediments are decorated with peacock design. It has undergone change of use in the past, as seen on the stairs and decorative wood in openwork designs.
- Long Khao Saraphi: built in 1907. A rice storage in complete condition and features, roofed with local terracotta tiles.
Lanna Traditional House Museum is an example of conservation by relocation. After relocating, these houses were repaired and restored by scientific methods until completion as part of the museum.
“Lanna Traditional House Museum consists of a group of valuable houses which have been well-conserved, reflecting the intention to collect and conserve the remaining vernacular architecture. The relocation of the houses was carried out by a complete process including the making of architectural drawings and conservation of elements by traditional techniques. Furthermore, the landscape design was made to harmonize with the buildings and present use. The conservation opened opportunities for participation by several parties, as well as knowledge transferring, and catering for art, cultural, and cultural tourism activities.”
(Opinion of the Judging Committee)















บ้านเสงี่ยม-มณี
อ่านเพิ่มเติม
บ้านเสงี่ยม-มณี
- ที่ตั้ง เลขที่ 1036/1 ถนนเจริญเมือง ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
- สถาปนิก/ ผู้ออกแบบ เสงี่ยม สมพงษ์
- ผู้ครอบครอง สุขสมัย สมพงษ์
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2497
- สถาปนิก/ ผู้ออกแบบอนุรักษ์ ธรรศ วัฒนาเมธี และอัชฌา สมพงษ์
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2565
- ประเภท งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน
- ระดับ ดี
บ้านเสงี่ยม – มณี ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองเก่าสกลนคร สร้างขึ้นตามความต้องการของคุณเสงี่ยม และคุณมณี สมพงษ์ เพื่อเป็นบ้านพักอาศัยของครอบครัวมาตั้งแต่พ.ศ. 2497 ต่อมาคุณสุขสมัย สมพงษ์ บุตรคนที่ 6 ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลบ้าน และในพ.ศ. 2535 ได้ให้คุณเอกชัย สมพงษ์ ผู้เป็นน้องชายใช้เป็นที่พักอาศัยและสำนักงานทนายความ ภายหลังที่คุณเอกชัยถึงแก่กรรม จึงมีการเข้าไปสำรวจอาคารและพบความชำรุดทรุดโทรมซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายในการใช้งาน คุณสุขสมัยจึงวางแผนดำเนินการบูรณะตามความตั้งใจ
ที่อยากให้ลูกหลานของคุณเสงี่ยมและคุณมณี มีสถานที่เป็นศูนย์รวมของครอบครัว สำหรับทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้างความมีชีวิตชีวาคืนแก่บ้านอีกครั้ง รวมถึงมุ่งหวังการสร้างรายได้เพื่อใช้ในการบำรุงรักษาอาคารต่อไป โดยกระบวนการปรับปรุงฟื้นฟูใช้เวลา 4 ปีจึงแล้วเสร็จ ได้เปิดให้บริการห้องพักตามการจดแจ้งเป็นสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม มีห้องพักบริการทั้งหมด 4 ห้อง ที่พื้นที่ชั้น 2 และ 3 ของอาคาร ส่วนพื้นที่ชั้นล่างใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติและการอนุรักษ์บ้าน รวมถึงให้บริการเป็นพื้นที่ทำงานร่วม ร้านจำหน่ายเครื่องดื่ม และสินค้าด้านศิลปหัตถกรรม บ้านเสงี่ยม – มณีเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563
บ้านเสงี่ยม – มณี มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบเรือนโคโลเนียล สร้างด้วยไม้ตะเคียน สูง 3 ชั้น กว้างและยาวด้านละประมาณ 9 เมตร ได้รับการเสริมความแข็งแรงด้วยฐานรากและคานคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงจั่วใช้โครงสร้างหลังคาไม้เดิม ผนังภายนอกอาคารเป็นผนังไม้ตีนอนซ้อนเกล็ด มีหน้าต่างบานเปิดคู่โดยรอบ และมีระเบียงยื่นออกมาทางด้านหน้าโดยใช้ประตูบานเฟี้ยมลูกฟักไม้ทึบผสมบานเกล็ด เหนือบานประตูมีระแนงไม้ตีทแยงเป็นช่องลมเพื่อให้อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก บันไดไม้ได้ถอดและประกอบคืนด้วยเทคนิค รูปแบบ และวัสดุเดิมอย่างสมบูรณ์ ส่วนด้านหลังอาคารซึ่งเคยเป็นห้องน้ำ ห้องครัว และระเบียงไม้เดิมรื้อถอนออกเพื่อต่อเติมอาคารโครงสร้างเหล็กรูปพรรณผสมคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 2 ชั้น สร้างเป็นห้องครัว ห้องน้ำ และห้องงานระบบใหม่ที่จำเป็นกับการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงไป
บ้านเสงี่ยม – มณี ได้รับการปรับปรุงฟื้นฟูตามหลักวิชาการ สามารถรักษาสัดส่วน รูปทรง และวัสดุดั้งเดิมเอาไว้ได้ โดยมีการสำรวจ รังวัด และบันทึกข้อมูลตลอดกระบวนการทำงาน การดำเนินงานได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาสังคม และมีผู้เข้าเยี่ยมชมเรือนทั้งระหว่างและหลังงานปรับปรุงแล้วเสร็จ แสดงให้เห็นว่า บ้านเสงี่ยม – มณี สามารถเป็นแบบอย่างของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ที่สามารถรักษาคุณค่าด้านวัฒนธรรมให้เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบในการอนุรักษ์เมืองเก่าสกลนคร สามารถสร้างคุณค่าทางด้านประโยชน์ใช้สอยและรักษาคุณค่าทางจิตใจทั้งต่อผู้ครอบครอง เครือญาติ และสังคมได้เป็นอย่างดี
“มีกระบวนการอนุรักษ์อาคารที่ประกอบด้วยการศึกษาข้อมูล การดำเนินงานตามขั้นตอนการอนุรักษ์ มีการบันทึกสภาพจัดทำแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของอาคารโดยละเอียดอย่างครบถ้วน จนสามารถอนุรักษ์องค์ประกอบอาคารแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ดี ทั้งนี้มีการเพิ่มองค์ประกอบ ต่อเติมพื้นที่ รวมทั้งปรับเปลี่ยนการใช้งานของอาคาร จากบ้านพักอาศัยมาเป็นที่พักสำหรับนักเดินทางและพื้นที่ทำงานร่วม การอนุรักษ์บ้านเสงี่ยม-มณีจึงเป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์บ้านพักอาศัยแบบดั้งเดิมในพื้นที่เมืองเก่าได้อย่างสร้างสรรค์”
(ความเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Ban Sangiam – Manee
- Location: No. 1036/1 Charoen Mueang Road, Tambon That Choeng Chum, Amphoe Mueang, Sakon Nakhon
- Architect/Conservation Designer: Sangiam Somphong
- Proprietor: Suksamai Somphong
- Construction Date: 1954
- Architects/Conservation Designers: Thas Watthanamethee and Assha Somphong
- Conservation Awarded Date: 2022
- Category: Architectural and community heritage conservation projects
- Level: Award of Merit
Ban Sangiam – Manee is situated in Sakon Nakhon Old Town area. It was built in 1954 by Mr. Sangiam and Mrs. Manee Somphong as a family house. Later, Mr. Suksamai Somphong, the 6th son, took the responsibility as caretaker of the house and in 1992, he let Mr. Ekachai Somphong, his younger brother, used the house as residence and law firm. After Mr. Ekachai passed away, the house was surveyed and found serious deteriorations and damages, therefore, Mr. Suksamai planned to have the house renovated and revitalized as a family center and a place to generate income for future maintenance. The renovation project took 4 years to complete, then it has been opened as a guesthouse with 4 accommodation rooms on the 2nd and 3rd floors. The ground floor is an exhibition area to exhibit the history of the house and the conservation project, as well as coworking space, beverage shop, and crafts shop. Ban Sangiam – Manee was officially opened on 12th January 2020.
Ban Sangiam – Manee is a colonial style house, 3-storey, built of Takhian wood (Hopea odorata), measured approximately 9×9 meters. It has undergone structural consolidation by reinforced concrete foundation and beams; the roof is gable, original structure; walls are overlapping horizontal wood planks, with double swing windows; the front is accentuated with a balcony accessible by folding doors, above which is a wood grills panel for ventilation; the stairs are original. The rear of the house which originally consisted of restroom, kitchen, and wooden balcony were removed and replaced with an additional steel and reinforced concrete structure 2-storey building which houses new kitchen, restrooms, and building systems room.
The renovation of Ban Sangiam – Manee was carried out by scientific methods which have successfully conserved the authenticity of its proportion, form, and materials. Survey, measurement, and documentation were essential parts of the work that was well-supported by the public. Visitors came to the house during renovation and after completion, which reflects the interest of people who regard the project as a prototype of vernacular architecture conservation which preserves cultural heritage values of the house as part of the conservation of Sakon Nakhon Old Town, and its functional and spiritual values are perceived by owners, their relatives, and the society.
“Conservation process including study of information, implementation of work with complete architectural design and details have resulted in the commendable conservation of architectural elements and problem-solving scheme, as well as addition of new elements, area expansion, and change of use from residential to guesthouse and coworking space. Ban Sangiam – Manee, therefore, is an example of creative conservation and adaptive reuse of an old house in historic district.”
(Opinion of the Judging Committee)





บ้านบานเย็น
อ่านเพิ่มเติม
บ้านบานเย็น
- ที่ตั้ง เลขที่ 54 ซอยเทเวศร์ 1 ถนนกรุงเกษม แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร
- กรุงเทพมหานคร
- ผู้ครอบครอง รองศาสตาราจารย์โรจน์ คุณเอนก และรัชต์ คุณเอนก
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2446 – 2471
- สถาปนิก / ผู้ออกแบบอนุรักษ์ พิทักษ์สิน นิวาศานนท์ และพิมพิชา ธรรมาภรณ์พิลาศ
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2565
- ประเภท งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน
- ระดับ ดี
บ้านบานเย็นเป็นหมู่เรือนไม้พักอาศัย 3 หลังของครอบครัวสาโยทภิทูร ซึ่งเดิมตั้งอยู่ในที่ดินที่เป็นถนนราชดำเนินกลางบริเวณหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในปัจจุบัน เมื่อมีการสร้างถนนราชดำเนินกลางในสมัยรัชกาลที่ 5 ครอบครัวสาโยทภิทูรจึงได้ย้ายเรือนมาอยู่ในบริเวณบ้านบานเย็นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีเรือนพระยาหิรัญยุทธกิจสร้างขึ้นเป็นเรือนหลังแรกใน พ.ศ. 2446 เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของพระยาหิรัญยุทธกิจ (บานเย็น สาโยทภิทูร) และครอบครัว ต่อมาเป็นเรือนขุนวิเศษสากล สร้างขึ้นเป็นหลังที่ 2 โดยใช้ไม้ของเรือนเก่า ซึ่งเดิมเป็นเรือนยกพื้นสูงมีชานไม้เชื่อมต่อกัน เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของน้องสาวของพระยาหิรัญยุทธกิจและครอบครัว ท้ายสุดคือเรือนเพ็งศรีทองซึ่งเป็นเรือนหลังที่ 3 ของบ้านบานเย็น เดิมเป็นเรือนพักอาศัยของหลวงนริศเสน่ห์ ต่อมาเมื่อหลวงนริศเสน่ห์ย้ายไปอยู่ที่อื่นใน พ.ศ. 2471 จึงได้ขายให้กับนางสาวประยงค์ สาโยทภิทูร พร้อมกับเรือนครัว เมื่อเวลาผ่านไปผู้ที่อาศัยในเรือนทั้ง 3 หลัง ถึงแก่อนิจกรรมและถึงแก่กรรม ส่งผลให้เรือนทั้ง 3 หลังถูกปิดไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์และอยู่ในสภาพทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ ทายาทรุ่นปัจจุบันจึงได้เริ่มดำเนินการบูรณะเรือนทั้ง 3 หลังใน พ.ศ. 2553 จนแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2563 โดยเรือนพระยาหิรัญยุทธกิจและเรือนขุนวิเศษสากลใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เรือนเพ็งศรีทองชั้นบนใช้เป็นที่พักอาศัย ส่วนชั้นล่างใช้ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในลักษณะอเนกประสงค์
บ้านบานเย็นเป็นบ้านเรือนไม้ 2 ชั้น ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล หลังคาทรงจั่วและปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องว่าวซีเมนต์ ตัวเรือนยกสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร ก่ออิฐฉาบปูนปิดใต้ถุนเรือนโดยรอบ
มีช่องลมระบายอากาศ ผนังเรือนเป็นไม้ตีเกล็ดเป็นจังหวะ ยกเว้นเรือนขุนวิเศษสากลที่เป็นฝาเข้าลิ้นมีช่องลมประดับลายฉลุไม้ลวดลายขนมปังขิงที่ได้รับอิทธิพลจากยุควิคตอเรียน หน้าต่างบานเปิดและลูกฟักเป็นบานเกล็ดไม้เปิดกระทุ้งเหมาะสมกับภูมิอากาศแบบร้อนชื้น
บ้านบานเย็นแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการปรับปรุงฟื้นฟูเรือนไม้พักอาศัยตามหลักวิชาการ สามารถรักษาความแท้ เอกลักษณ์ และบูรณภาพของสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเอาไว้ได้ รวมทั้งการอนุรักษ์บรรยากาศและพรรณไม้ที่อยู่คู่มากับตัวบ้านอีกด้วย
“การอนุรักษ์บ้านบานเย็นแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของผู้ครอบครองอาคารในการที่จะรักษาเรือนพักอาศัยของบรรพบุรุษ ในขณะที่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการบอกเล่าประวัติศาสตร์ของย่านเทเวศร์อีกด้วย
ในกระบวนการอนุรักษ์ มีการศึกษาข้อมูล การประเมินความเสื่อมสภาพ และการเลือกวิธีการอนุรักษ์ จนสามารถรักษาองค์ประกอบสำคัญ วัสดุแบบดั้งเดิม ที่แสดงถึงคุณค่าของอาคารในภาพรวมไว้ได้ การอนุรักษ์อาคารหลังนี้เป็นตัวอย่างอันดีให้แก่การอนุรักษ์บ้านพักอาศัย เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำกิจกรรมใหม่ ที่รวมถึงการเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ในย่านชุมชนเก่าที่มิได้คำนึงถึงแต่เพียงลักษณะทางกายภาพเท่านั้น”
(ความเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Ban Ban Yen
- Location: No. 54 Soi Thewet 1, Krung Kasem Road, Khwaeng Bang Khun Phrom, Khet Phra Nakhon, Bangkok
- Proprietor: Assoc. Prof. Roj Khunanek and Rat Khunanek
- Construction Date: 1903 – 1928
- Architects/Conservation Designers: Phithaksin Niwasanon and Phimphicha Thammaphonphilat
- Conservation Awarded Date: 2022
- Category: Architectural and community heritage conservation projects
- Level: Award of Merit
Ban Ban Yen is a group of 3 houses of Sayothaphithun family originally located on a piece of land which, at present, is part of Ratchadamnoen Klang Road in front of the Government Lottery Office. When Ratchadamnoen Klang Road was built in the reign of King Rama V, the Sayothaphithun family moved to the land where Ban Ban Yen is located today. The first house of the group was Ruean Phraya Hiranyutthakit built in 1903 as the residence of Phraya Hiranyutthakit (Banyen Sayothaphithun) and his family. The second house was Ruean Khun Wisetsakon, built of wood from the old house that was a high-raised floor house with deck, to be a residence of Phraya Hiranyutthakit’s younger sister and her family. The last house in the group was Ruean Pheng Si Thong, formerly a residence of Luang Naritsane, when Luang Naritsane moved away in 1928, the house and a kitchen house were sold to Miss Prayong Sayothaphithun. Later, after the residents of these 3 houses passed away, the houses were closed and left to deteriorate. The present heir, therefore, began to restore them in 2010 until completion in 2020. At present, Ruean Phraya Hiranyutthakit and Ruean Khun Wisetsakon are used as museums, Ruean Pheng Si Thong is used as residence on upper floor, and lower floor is used as multipurpose space for various activities.
Ban Ban Yen houses are 2-storey, colonial style, gable and hip roofs with rhombus cement tiles, the lower floors are raised approximately 1 meter from ground level and enclosed with brick walls with ventilation openings. The walls are overlapped wooden planked, except Ruean Khun Wisetsakon that the walls are smooth-planked with tongue-and groove technique and ventilations are decorated with wood openwork designs of Victorian Gingerbread style; windows and panels are wooden louvres awnings, suitable for tropical climate.
Ban Ban Yen is a manifestation of scientific conservation to conserve authenticity, identity, and integrity of the original architecture including the landscape and plants that have existed along with the house.
“The conservation of Ban Ban Yen indicates the determination of the proprietor to conserve his ancestors’ house, which is also part of the history of Thewet area. The conservation process included study, evaluation of building conditions, and decision-making on appropriate conservation methods, resulting in the successful conservation of important elements and original style materials that express the values of the house. This is a good example of conservation of private residences to serve new activities, and to be a historical learning place in an old community that does not concern only the preservation of physical features.”
(Opinion of the Judging Committee)







ร้านจริงจิตร
อ่านเพิ่มเติม
ร้านจริงจิตร
- ที่ตั้ง เลขที่ 193 ถนนห้วยยอด ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง
- ผู้ครอบครอง ครอบครัวจริงจิตร
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2465
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2565
- ประเภท งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน
- ระดับ ดี
ร้านจริงจิตรเป็นร้านขนมแห่งแรก ๆ ของจังหวัดตรัง และเป็นร้านขนมที่คนตรังรู้จักกันเป็นอย่างดี มาจนถึงในปัจจุบัน โดยขายขนมมงคลที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายจีนที่เข้ามาตั้งรกรากในพื้นที่จังหวัดตรัง เช่น ขนมจันอับ ขนมเปี๊ยะ ฟักเชื่อม ขนมถั่วตัดงาตัด และขนมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือขนมไหว้พระจันทร์สูตรฮกเกี้ยนแบบโบราณจากเกาะปีนังเรียกว่า “ตงชิ้วเปี้ย” หรือ “เอี๊ยวเปี้ย” เป็นแบบเฉพาะที่หายากในปัจจุบัน แตกต่างไปจากขนมไหว้พระจันทร์แบบกวางตุ้งที่มีขายทั่วไป ตัวอาคารของร้านจริงจิตรนับได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชาวจีนฮกเกี้ยน ที่เข้ามาทำกิจการเดินเรือและริเริ่มอุตสาหกรรมเหมืองแร่ดีบุกในจังหวัดตรัง จนมีกิจการรุ่งเรืองและเกิดเป็นกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชนชาวจีนฮกเกี้ยนในเมืองตรัง รวมทั้งร้านขนมจริงจิตรแห่งนี้ด้วย
ร้านจริงจิตรมีลักษณะการวางผังแบบเรือนแถวจีนแต่มีการสร้างหลังคาและประดับลวดลายตกแต่งไม้ฉลุแบบเรือนโคโลเนียลแบบมลายู ผนังชั้นล่างเป็นผนังคอนกรีตหล่อด้วยไม้แบบเป็นชั้น ๆ ส่วนผนังชั้นบนเป็นผนังไม้ตีเกล็ดแนวนอน ประตูด้านหน้าเป็นประตูบานเฟี้ยมและประตูบานเปิดไม้ผสมกัน มีลักษณะเป็นประตูกล คือจะต้องมีการถอดสลักก่อนที่จะเปิดประตูได้ ช่องหน้าต่างเป็นบานเปิดไม้ ผนังชั้นล่างประดับช่องลมรูปแปดเหลี่ยมซึ่งเป็นอิทธิพลของสถาปัตยกรรมแบบจีน ตัวอาคารแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ด้านหน้าใช้เป็นร้านขายขนม ส่วนด้านหลังใช้เป็นห้องครัว ด้านข้างเชื่อมต่อกับพื้นที่ทำขนมโดยมีที่ว่างสำหรับล้างอุปกรณ์ และมีบ่อน้ำสำหรับรองรับน้ำฝนที่ใช้ในหน้าแล้ง ตัวร้านชั้นบนใช้เป็นที่พักอาศัยมีระเบียงด้านหน้าประดับแผงกันสาดเป็นไม้ฉลุ ฝาภายในอาคารเป็นฝาไม้ตีซ้อนกันทางตั้ง อาคารยังคงสภาพความสมบูรณ์แบบดั้งเดิมอย่างครบถ้วน
ร้านจริงจิตรได้รับการทำนุบำรุงซ่อมแซมมาอย่างต่อเนื่อง ยังรักษาความเป็นของแท้ดั้งเดิมของ ตัวอาคารเอาไว้ให้ครบถ้วนทั้งรูปแบบทางสถาปัตยกรรม วัสดุก่อสร้าง เทคนิคการก่อสร้างและฝีมือช่าง โดยการอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมร้านจริงจิตรอย่างเข้าใจและมีส่วนร่วมของเจ้าของอาคารส่งผลให้ร้านจริงจิตรยังคงคุณค่าความสำคัญในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน และเป็นหนึ่งในแหล่งมรดกทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญของจังหวัด
“การอนุรักษ์ร้านจริงจิตรแสดงให้เห็นถึงการรักษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ซึ่งเป็นตัวแทนของเรือนร้านค้าแบบดั้งเดิมที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ที่หาได้ยากในปัจจุบัน อาคารนี้ยังคงความแท้ในเรื่องของรูปทรงภายนอก องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม และตลอดจนพื้นที่ใช้สอยภายใน นับตั้งแต่เมื่อเริ่มเปิดดำเนินกิจการ ผู้ครอบครองดูแลรักษาอาคารอย่างสม่ำเสมอ โดยมีการเตรียมพร้อมในการซ่อมแซมโครงสร้างและองค์ประกอบต่าง ๆ มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยบางส่วน ตลอดจนเพิ่มอุปกรณ์อาคารเพื่อตอบสนองต่อการใช้สอยที่เปลี่ยนไปได้อย่างดี”
(ความเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Jingjit Shop
- Location: No. 193 Huai Yot Road, Tambon Thap Thiang, Amphoe Mueang, Trang
- Proprietor: Jingjit family
- Construction Date: 1922
- Conservation Awarded Date: 2022
- Category: Architectural and community heritage conservation projects
- Level: Award of Merit
Jingjit Shop is one of the earliest sweet shops in Trang province which has been well-known among the Trang people until today. The shop sells traditional sweets used in Thai-Chinese religious ceremonies, the most famous of which are the mooncakes of ancient Fujianese recipe from Penang called “Dong Chiu Bia” of “Eiw Bia”, which have unique characteristics and rare to find nowadays, unlike the commonly sold Cantonese mooncakes. The shophouse architecture reflects the history of the Fujianese who came to settle in Trang for maritime shipping business and tin mining, which thrived and prospered, resulting in the development of Fujianese activities and community, including the founding of Jingjit sweet shop.
The planning of Jingjit Shop is Chinese shophouse style but the roof and decorative items are wood openwork of Malay colonial style; the ground floor walls are concrete cast in wooden forms in layers, upper floor walls are horizontally laid wood planks; front door is a mixture of folding door and swing door, which can be opened only by a special mechanism; windows are wooden; the ground floor walls have octagonal ventilation openings which indicate Chinese influence. The building is divided into 2 parts: the front shop area, and the rear kitchen area; the side is connected to sweet making area by an open court used for cleaning utensils, with a well that collects rainwater for use in dry season. The upper floor is residential area, with front balcony decorated with openwork sunshades; interior walls are vertically overlapping wood planks. All original elements are still in complete, well-conserved features.
Jingjit Shop has been continuously maintained thus its authenticity is completely conserved as seen in the architecture, materials, construction techniques and craftsmanship. The conservation of the shop has been carried out by understanding and cooperation of the owners, thus the shop has retained its significant as a community cultural heritage and one of the most important architectural heritage buildings of Trang Province.
“The conservation of Jingjit Shop is a vernacular architecture conservation project of a representative of original shophouses which are rare to find nowadays. This building has preserved its authenticity in form, architectural elements, and interior functional space. From its founding day, the owners have continually maintained the shop and prepared for repairs of structure and other building elements. The adaptation of some functional parts and addition of building equipment to serve changing uses have been carried out appropriately.”
(Opinion of the Judging Committee)





ระดับสมควรได้รับการเผยแพร่
เรือนซ้อ – หงษ์ ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่
อ่านเพิ่มเติม
เรือนซ้อ – หงษ์ ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่
- ที่ตั้ง ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ เลขที่ 187/11 ถนนวัวลาย ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
- ผู้ครอบครอง จุมพล ชุติมา
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2400
- สถาปนิก/ ผู้ออกแบบอนุรักษ์ จุลพร นันทพานิช
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2565
- ประเภท งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน
- ระดับ สมควรได้รับการเผยแพร่
เรือนซ้อ – หงษ์ เดิมเป็นบ้านพักอาศัยของนางเปียง แช่จัง ผู้เป็นหลานปู่ของนายซ้อและนางหงษ์ แซ่แต่ บรรพบุรุษต้นตระกูลของหลวงอนุสารสุนทร (สุ่นฮี้ ชุติมา) บุคคลสำคัญของเมืองเชียงใหม่ ต่อมา นายไหล่แม ชุติมา หลานลุงของหลวงอนุสารสุนทร ได้ขอซื้อเรือนหลังนี้มาจากลูกหลานของนางเปียง และภายหลังมอบเรือนหลังนี้ต่อให้กับนายบวรและนางอุณณ์ ชุติมา ผู้เป็นบุตรและลูกสะใภ้ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ในเวลาต่อมา โดยได้ย้ายเรือนหลังนี้มาปลูกสร้างใหม่ที่ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ในพ.ศ. 2514 และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านล้านนาในพ.ศ. 2525 ได้ตั้งชื่อเรือนตามชื่อของบรรพบุรุษ ต้นตระกูลของว่า เรือนซ้อ – หงษ์ จนกระทั่งในพ.ศ. 2554 ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ได้บูรณะเรือนหลังนี้ให้กลับมามีสภาพที่งดงามอีกครั้ง ผ่านกรรมวิธีอนุรักษ์ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตและศิลปะพื้นบ้านล้านนาในพ.ศ. 2555
เรือนซ้อ – หงษ์ เป็นเรือนไม้ใต้ยกถุนสูงสำหรับคหบดีชาวล้านนา ในแบบที่เรียกว่า เรือนกาแลประดับตกแต่งหน้าจั่วหลังคาด้วยไม้กาแลที่แกะสลักงดงาม พื้นที่ใช้สอยของเรือนประกอบด้วยชานเรือน เติ๋น ห้องนอน และครัวไฟ โดยชานเรือนเป็นพื้นที่โล่ง ยาวขนานไปกับความยาวของห้องนอนและครัวไฟ ไม่มีหลังคาคลุม พื้นเป็นไม้เนื้อแข็งปูเว้นระยะห่างจากกันเพื่อให้ระบายน้ำได้ ถัดจากชานเรือนเป็นเติ๋น ยกพื้นสูงจากชานเรือนประมาณ 20 เซนติเมตร เป็นพื้นที่ส่วนหน้าของห้องนอน มีหลังคาคลุมมิดชิด และมีผนังล้อมรอบ 3 ด้าน ใช้สำหรับเป็นพื้นที่พักผ่อนของคนในครอบครัว ส่วนห้องนอน ที่เหนือประตูทางเข้าห้องประดับตกแต่งด้วยแผ่นไม้แกะสลักอันงดงาม ที่เรียกกันว่า หำยนต์ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำหน้าที่ดูแลคนในครอบครัว ภายในห้องนอนมีสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของชาวล้านนา คือ หิ้งผีปู่ย่า ดังนั้นห้องนอนจึงเป็นพื้นที่สงวนไว้เฉพาะคนในครอบครัว ห้ามมิให้คนนอกล่วงล้ำเข้ามา
เรือนซ้อ – หงษ์ เป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์เรือนกาแลตามหลักวิชาการที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าความสำคัญของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นและความเหมาะสมต่อการใช้งานในปัจจุบัน ทำให้เรือนซ้อ – หงษ์ สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับคนในชุมชนและผู้ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตของคนในอดีตได้เป็นอย่างดี
“การอนุรักษ์เรือนซ้อ – หงษ์ แสดงถึงความตั้งใจของผู้ครอบครองอาคาร ในการที่จะรักษาเรือนกาแลที่มีคุณค่าและหลงเหลืออยู่น้อยมากในปัจจุบัน อาคารหลังนี้ยังคงความแท้ในแง่ของรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและวัสดุดั้งเดิม การดำเนินงานอนุรักษ์ในอนาคตควรเพิ่มเติมกระบวนการอนุรักษ์ เพื่อให้การตัดสินใจเลือกวิธีอนุรักษ์และดูแลรักษาอาคารเป็นไปอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ควรมีการวางแผนจัดการอาคารและบริเวณโดยรอบในระยะยาว หากมีการก่อสร้างอาคารใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียงควรพิจารณาเรื่องการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม การเว้นระยะห่าง และการออกแบบสภาพแวดล้อมโดยรอบให้ส่งเสริมคุณค่าของอาคารด้วย”
(ความเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Ruean So – Hong Old Chiangmai Cultural Center
- Location: Old Chiangmai Cultural Center, No. 187/11 Wua Lai Road, Tambon Hai Ya, Amphoe Mueang, Chiang Mai
- Proprietor: Jumpol Chutima
- Construction Date: 1857
- Architect/Conservation Designer: Chunlaporn Nuntapanich
- Conservation Awarded Date: 2022
- Category: Architectural and community heritage conservation projects
- Level: Honorable Mention
Ruean So – Hong was originally a residence of Mrs. Piang Chang, a granddaughter of Mr. So and Mrs Hong Tae, ancestors of Luang Anusansunthon (Sunhi Chutima), an important person of Chiang Mai. Later, Mr. Laimae Chutima, a nephew of Luang Anusansunthon, bought the house from Mrs. Piang’s grandchildren; then the house was given to Mr. Bowon and Mrs. Unn Chutima, his son and daughter-in-law who were the founders of Old Chiangmai Cultural Center. The house was relocated to Old Chiangmai Cultural Center in 1971, then it became Lanna Folk Art Museum in 1982 and was named “Ruean So – Hong” after the ancestors’ names. In 2011, Old Chiangmai Cultural Center had the house restored by conservation method and opened the Lanna Folk Life and Art Museum in 2012.
Ruean So – Hong is a wooden house, raised floor, of the Lanna wealthy family house “Ruean Kalae” style, distinguished by the crossed carved wood finial called “Kalae”. The house consists of a Chan Ruean (deck), Toen (roofed verandah), bedroom, and kitchen. Chan Ruean is an open deck laid along the bedroom and kitchen, the floor is made of wood planks laid with a small gap between each plank for water drainage; Toen is a roofed verandah in front of the bedroom, raised approximately 20 centimeters from the deck, enclosed by walls on 3 sides, which is a living area of the family; bedroom is marked with Ham Yon, a sacred carved wood plaque installed over the door believed to be the talisman of protection of the family; another important element installed inside the bedroom is the ancestral altar, therefore, the bedroom is exclusive to only family members which outsiders are prohibited from entering.
Ruean So – Hong is an example of conservation of Ruean Kalae by scientific conservation method which has achieved its aim to conserve and convey the values and functionality of vernacular architecture. Consequently, this house has become a good learning center for community people and visitors who are interested in history, architecture, and way of life of people in the past.
“Conservation of Ruean So – Hong clearly reflects the intention of owners to conserve the valuable and rare Ruean Kalae. Authenticity in architectural design and materials are well-preserved. In the future, a conservation process should be undertaken which helps decision-making on conservation methods and maintenance to be more systematic. Furthermore, long-term management planning for the house and surroundings should be prepared. In case there are new buildings in the nearby area, landscape design, setbacks, and overall environmental design to enhance the values of the house should be considered.”
(Opinion of the Judging Committee)






เรือนรักษ์รถไฟสูงเนิน
อ่านเพิ่มเติม
เรือนรักษ์รถไฟสูงเนิน
- ที่ตั้ง เลขที่ 604 – 605 และเลขที่ 606 – 608 หมู่ที่ 1 ตำบลสูงเนิน อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
- ผู้ครอบครอง การรถไฟแห่งประเทศไทย ดูแลรักษาโดย กลุ่มอนุรักษ์สถานีรถไฟสูงเนิน
- ปีที่สร้าง ราวพ.ศ. 2443
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2565
- ประเภท งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน
- ระดับ สมควรเผยแพร่
เรือนรักษ์รถไฟสูงเนิน ประกอบด้วยอาคาร 2 หลังที่สร้างขึ้นพร้อม ๆ กับการสร้างอาคารสถานีรถไฟสูงเนินเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของเจ้าหน้าที่รถไฟที่ปฏิบัติหน้าที่ที่สถานีรถไฟ จึงนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของสถานีที่เคยรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในพ.ศ.2443 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช พร้อมด้วยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในพ.ศ. 2446 และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อคราวเสด็จเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งแรก
เมื่อมีการสร้างบ้านพักหลังใหม่ เรือนรักษ์รถไฟสูงเนินจึงถูกทิ้งร้างและอยู่ในสภาพทรุดโทรม จนมาถึงในพ.ศ. 2558 อาจารย์และนักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมจากหลายมหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันสำรวจสถาปัตยกรรมแบบพื้นถิ่น (Vernacular Documentation) ของอาคารสถานีรถไฟสูงเนิน ถังเก็บน้ำรถจักร ร้านบาร์ อาคารเก็บอุปกรณ์ บ้านพักนายสถานี และเรือนรักษ์รถไฟสูงเนิน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกในการทำงานจากกลุ่มอนุรักษ์สถานีรถไฟสูงเนิน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วม จากนั้นจึงมีการปรับปรุงฟื้นฟูอาคารโดยยึดตามรูปแบบดั้งเดิมให้มากที่สุด มีการซ่อมแซมโครงสร้างหลังคาและเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคา ทำการขัดทำความสะอาดอาคารและทาสีรักษาเนื้อไม้ สร้างทางเดินไม้เชื่อมอาคารทั้ง 2 หลังเข้าด้วยกัน และปรับปรุงพื้นที่โดยรอบให้มีความสวยงาม
เรือนรักษ์รถไฟสูงเนิน เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูง 1.50 เมตร โครงสร้างอาคารตั้งอยู่บนเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก รูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลที่ใช้เทคนิคการทำผนังไม้อย่างตะวันตก หลังคาทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้องว่าวซีเมนต์ อาคารหลังที่ 1 ประกอบด้วยส่วนทางขึ้นบ้านและชานบ้าน และส่วนพักอาศัยเดิม แบ่งออกเป็น 3 ห้อง มีผนังกั้นระหว่างห้อง มีหลังคาทรงจั่วคลุมตลอดแนวอาคาร อาคารหลังที่ 2 ประกอบด้วยส่วนพักอาศัยเดิม แบ่งออกเป็น 3 ห้อง มีผนังกั้นระหว่างห้อง และนอกชานที่ต่อไปยังส่วนครัวด้านหลัง ปัจจุบัน พื้นที่ภายในอาคารทั้ง 2 หลัง จัดแสดงเรื่องราวสถานีรถไฟสูงเนิน โบราณสถานเมืองเสมา และประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนสูงเนิน
“เป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของภาคประชาชนในพื้นที่ ที่ร่วมกันอนุรักษ์อาคารเก่าของการรถไฟที่มีคุณค่าทางจิตใจของคนในชุมชน และพื้นที่บริเวณโดยรอบสถานีรถไฟที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไว้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นตัวอย่างให้กับการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมลักษณะเดียวกันในพื้นที่แห่งอื่น แม้ว่าการอนุรักษ์จะยังมิได้ดำเนินไปอย่างเต็มรูปแบบตามกระบวนการที่สมบูรณ์ ก็ยังสามารถรักษาความแท้และเทคนิคงานไม้ดั้งเดิมของอาคารที่น่าสนใจไว้ได้ค่อนข้างดี จึงควรเพิ่มเติมกระบวนการออกแบบอนุรักษ์และการวางแผนจัดการทั้งอาคารและบริเวณโดยรอบในระยะยาว โดยควรดำเนินการร่วมกับการรถไฟเจ้าของพื้นที่และหน่วยงานภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ และประโยชน์สูงสุดในการรักษาคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมในพื้นที่แห่งนี้ต่อไป”
(ความเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Ruean Rak Rot Fai Sung Noen
- Location: Nos. 604-605 and Nos. 606-608 Mu 1, Tambon sung Noen, Amphoe Sung Noen, Nakhon Ratchasima
- Proprietor: State Railway of Thailand; Caretaker: Sung Noen Railway Station Conservation Group
- Construction Date: c. 1900
- Conservation Awarded Date: 2022
- Category: Architectural and community heritage conservation projects
- Level: Honorable Mention
Ruean Rak Rot Fai Sung Noen comprises 2 buildings which were built along with the founding Sung Noen Railway Station for staff accommodation. These buildings are, therefore, parts of the historic events of the station in the reception of King Rama V in 1900; King Rama VI and Prince Krommaphraya Damrong Rajanubhab in 1903; and King Bhumibol the Great (Rama IX) and Queen Sirikit on their first visit to the Northeast.
When the new staff house was built, these houses were abandoned to ruin until 2015, architecture teachers and students from several universities carried out a Vernacular Documentation Project at Sung Noen Railway Station which included survey and measurement of the station building, water tank, bar, equipment storage house, Station Master’s house, and Ruean Rak Rot Fai Sung Noen. The project was funded by Faculty of Architecture, King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang and Association of Siamese Architects under the Royal Patronage. During working period, the project was facilitated by the Sung Noen Railway Station Conservation Group, which marked the beginning of public participation in conservation. After documentation, the buildings were renovated by keeping to the originals as much as possible, the roof structure was repaired, roof tiles were changed, buildings are cleaned and applied with wood protective coating, a new corridor was built to connect the 2 buildings together, and the surrounding landscape was aesthetically improved.
Ruean Rak Rot Fai Sung Noen consists of 2 single-storey wooden houses raised 1.50 meters above ground level, colonial style with Western style wood planking techniques, gable roofs with rhombus cement tiles. The first house is accessible by stairs and front deck, leading to the original living area divided into 3 rooms separated by partitions. The 2nd house consists of the original living area divided into 3 rooms separated by partitions, and deck which is connected to kitchen house at the rear. At present, both houses are used for exhibiting stories of Sung Noen Railway Station, monuments of Sema Town, and history, architecture, culture, and way of life of the people of Sung Noen.
“This is the project which reflects the determination of local people who collaborated in the conservation of the State Railway of Thailand’s heritage buildings and its setting as a learning center and an inspiring example of conservation works for other similar heritage places. Although the conservation process was not scientifically complete, its authenticity and original woodworking techniques have been well-conserved. In the long term, therefore, conservation design process and management planning for the buildings and surroundings should be undertaken by cooperating with local State Railway representatives and other sectors to mitigate possible effects from large construction projects of the public sector, and to achieve the highest benefit in conservation of cultural heritage values.”
(Opinion of the Judging Committee)







บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
อ่านเพิ่มเติม
บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
- ที่ตั้ง เลขที่ 134 ถนนนครสวรรค์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร
- สถาปนิก / ผู้ออกแบบ มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno)
- ผู้ครอบครอง พงศ์พรหม ยามะรัต ซูซานน่า ตันเต็มทรัพย์
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2442
- สถาปนิก / ผู้ออกแบบอนุรักษ์ อะเล็กซานเดอร์ สรรประดิษฐ์ ธีรัช ชูชาญชัย และภาณุกิตติ์ ภราดร์นุวัฒน์
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2565
- ประเภท งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน
- ระดับ สมควรได้รับการเผยแพร่
บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี สร้างขึ้นโดยพระยาศรีภูริปรีชา (กมล สาลักษณ์) เพื่อเป็นเรือนหอของคุณถวิล บุตรีคนโตและนายสนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา (เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี) ผู้เป็นบุคคลสำคัญในฐานะผู้วางรากฐานด้านการศึกษาของประเทศไทย เมื่อเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีลาออกจากราชการ ท่านและบุตรสาวได้ใช้ที่ดินแปลงด้านข้างของตัวบ้านมาเปิดเป็นโรงเรียนสตรีจุลนาค ใน พ.ศ. 2469 หลังจากเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีถึงแก่อสัญกรรม เนื่องจากทายาทเห็นถึงความแออัดของนักเรียนในโรงเรียน จึงอนุญาตให้ทางโรงเรียนเข้ามาใช้พื้นที่ชั้นล่างของบ้านในกิจการของทางโรงเรียน มาจนถึงใน พ.ศ. 2561 ทายาทของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีได้ร่วมกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรทางด้านศิลปะ Creative Migration และมูลนิธิ Rockefeller ในกองทุนของบริษัท Ford Motor ช่วยกันปรับปรุงฟื้นฟูบ้านเพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนทางด้านสังคมและวัฒนธรรมภายใต้ชื่อของโครงการ “BANGKOK 1899”
บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นอาคาร 2 ชั้น รูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ที่มีการตกแต่งด้วยองค์ประกอบคลาสสิคและมีการดัดแปลงให้เข้ากับภูมิอากาศในเขตร้อนชื้นของไทย โครงสร้างชั้นล่างเป็นปูน ชั้นบนเป็นไม้ หลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องว่าวซีเมนต์ พื้นชั้นล่างยกสูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร มีช่องลมที่ชั้นใต้ถุนเพื่อระบายความชื้น เสา คาน ซุ้มประตู หน้าต่าง และช่องลมตกแต่งประดับด้วยลายปูนปั้นสวยงาม จุดเด่นของบ้านอยู่ที่หอสูงบริเวณชั้น 3 เป็นแกนนำสายตาด้านหน้าอาคาร ปัจจุบันพื้นที่ชั้นล่างใช้เป็นร้านกาแฟ พื้นที่สวนสาธารณะ และพื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการ ส่วนพื้นที่ชั้นบนประกอบด้วยพื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการ ที่พักสำหรับศิลปินนานาชาติ และสำนักงานของโครงการ
บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เป็นตัวอย่างของการปรับปรุงฟื้นฟูบ้านพักอาศัยของขุนนางในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่สามารถรักษารูปแบบดั้งเดิมของอาคารเอาไว้ได้ รวมทั้งสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สามารถนำรายได้มาใช้ในการบำรุงรักษา และสืบทอดมรดกสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่านี้ต่อไป
“บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์เป็นอาคารที่มีคุณค่าทั้งทางสถาปัตยกรรมและทางประวัติศาสตร์ การอนุรักษ์ซ่อมแซมองค์ประกอบอาคารทำได้ค่อนข้างดี เพื่อการนำมาประยุกต์ใช้กับกิจกรรมใหม่ ๆ ในปัจจุบัน ซึ่งผลจากการอนุรักษ์แบบเบื้องต้นนี้ได้ส่งผลดีต่อสังคมและชุมชนโดยรอบ ในการอนุรักษ์ในลำดับต่อไป
ควรพิจารณาเรื่องกระบวนการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น วิเคราะห์รูปแบบและวัสดุของอาคารในช่วงเวลาต่าง ๆ ต้นเหตุของการเสื่อมสภาพและวิธีแก้ไขที่เหมาะสมและยั่งยืน”
(ความเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Chaophraya Thammasakmontri’s House
- Location: No. 134 Nakhon Sawan Road, Khet Pom Prap Satru Phai, Bangkok
- Architect/Designer: Mario Tamagno
- Proprietor: Phongphrom Yamarat, Susanna Tantemsap
- Construction Date: 1899
- Architects/Conservation Designers: Alexander Sanpradit, Thirat Chuchanchai, and Phanukit Pharanuwat
- Conservation Awarded Date: 2022
- Category: Architectural and community heritage conservation projects
- Level: Honorable Mention
Chaophraya Thammasakmontri’s House was built by Phraya Siphuripricha (Kamon Salak) as a home for the newlyweds who were Miss Thawin, his eldest daughter, and Mr. Sanan Thephasadin Na Ayudhya (Chaophraya Thammasakmontri), an important person who founded the educational system of Thailand. When Chaophraya Thammasakmontri resigned from his office, he and his daughter had a school built on the land beside the house called “Satri Chulanak School”. After Chaophraya Thammasakmontri passed away in 1926, his heirs saw that the school was overcrowded, therefore, they allowed the school to use the lower floor of the house in school activities. In 2018, they cooperated with a nonprofit art organization called “Creative Migration” and Rockefeller Foundation, funded by Ford Motor Co.,Ltd. in renovation of the house as center of social and cultural exchange under the name “Bangkok 1899” Project.
Chaophraya Thammasakmontri’s House is 2-storey, colonial style with Classical decorative elements designed to suit the tropical climate of Thailand. The ground floor is brick masonry raised approximately 1 meter from ground level with underfloor ventilation openings; the upper floor is wooden, hip roof with rhombus cement roof tiles; columns, beams, door and window frames, and fanlights are beautifully decorated with stuccos. The outstanding feature of the house is the 3-storey high tower at the front. At present, the lower floor consists of a coffee shop, park, and exhibition area, the upper floor consists of exhibition area, accommodation for international artists, and office.
Chaophraya Thammasakmontri’s House is an example of adaptive reuse of a high-ranked official’s residence of King Rama V period that has successfully conserved the original features of the house while allowing the house to serve activities which can generate income for maintenance and sustainability of the house for future generations.
“Chaophraya Thammasakmontri’s House is valuable both in architectural and historical aspects. Conservation and repairs have been satisfactorily done to serve new activities. This initial project is beneficial to the society and local community, and, in the future, should consider a thorough study of information, analysis of features and materials of the building in different periods, as well as the cause of deterioration to find out appropriate problem-solving schemes for sustainability”.
(Opinion of the Judging Committee)








อาคารสโมสร ราชกรีฑาสโมสร
อ่านเพิ่มเติม
อาคารสโมสร ราชกรีฑาสโมสร
- ที่ตั้ง เลขที่ 1 ถนนอังรีดูนังต์ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
- สถาปนิก/ผู้ออกแบบ เอ็ดเวิร์ด ฮีลีย์ (Edward Healey) และกอลโล (E. G. Gollo)
- ผู้ครอบครอง สมาคมราชกรีฑาสโมสร
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2458
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2565
- ประเภท งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ระดับ สมควรได้รับการเผยแพร่
อาคารสโมสร ราชกรีฑาสโมสร ตั้งอยู่ถนนอังรีดูนังต์ สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. 2458 เพื่อทดแทนอาคาร
ราชกรีฑาสโมสรหลังเดิม ซึ่งเป็นสโมสรกีฬาสำหรับชนชั้นสูงในพระนครทั้งชาวสยามและชาวต่างประเทศมาตั้งแต่พ.ศ. 2440 ผู้ออกแบบได้แก่นายเอ็ดเวิร์ด ฮีลีย์ (Edward Healey) เป็นสถาปนิก และนายกอลโล (E. G. Gollo) เป็นวิศวกร เมื่อสร้างเสร็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคาร ในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458
อาคารสโมสร ราชกรีฑาสโมสรเป็นตึกสูงสองชั้น มีผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนานกับด้านยาวของสนามแข่งม้า มีลักษณะแบบสมมาตร ตรงกลางอาคารด้านตะวันตก เป็นโถงทางเข้า มีโถงบันไดขึ้นไปชั้นสอง ซึ่งทำอาคารส่วนกลางให้สูงกว่าส่วนปีกสองข้าง ด้านตะวันออกชั้นสองทำเฉลียงโล่งมีหลังคาคลุมสำหรับชมการแข่งม้า เน้นช่วงเสากลางมุขด้วยแนวเสาคู่ ตรงกลางมีระเบียงยื่นออกมา เป็นบริเวณที่ใช้เป็นที่ประทับเมื่อมีการเสด็จทอดพระเนตรกีฬาต่าง ๆ ส่วนปีกอาคารประกอบด้วยห้องต่าง ๆ เช่น ห้องอาหาร ห้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เป็นต้น ลักษณะเด่นได้แก่การใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กที่ทันสมัยและประณีต ช่วงพาดกว้าง เสาและคานมีขนาดเล็ก ตกแต่งรอยต่อเสาและคานเป็นลายบัวแบบไทยประยุกต์ หลังคาคอนกรีตแบน มีหลังคาปั้นหยาคอนกรีตซ้อนอีกชั้นหนึ่ง ชายคารอบอาคารทำเป็นแผ่นคอนกรีตบาง ยื่นยาวรอบตัวอาคาร
อาคารสโมสร ราชกรีฑาสโมสร เป็นอาคารโบราณสถานที่มีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่สมควรเผยแพร่ให้เป็นที่ประจักษ์และอนุรักษ์ไว้ในฐานะแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญของชาติต่อไป
“เป็นอาคารที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินเปิดอาคาร มีประวัติความเป็นมาควบคู่กันมากับราชกรีฑาสโมสร ซึ่งเป็นประจักษ์พยานของการพัฒนากีฬาแบบสากล และเป็นสนามแข่งม้าแห่งแรกของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีความสำคัญทางด้านสถาปัตยกรรมจากการที่ได้รับการออกแบบอย่างดี โดยช่างฝรั่งผู้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมของชาติ มีศักยภาพในการดำเนินการอนุรักษ์ให้นำมาใช้ประโยชน์ตามที่ต้องการในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยยังรักษาคุณค่าที่ควรได้รับการเผยแพร่นี้ไว้ได้ จึงขอเป็นกำลังใจให้มีการอนุรักษ์ตามขั้นตอนกระบวนการที่ครบถ้วนต่อไป”
(ความเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Royal Bangkok Sports Club Clubhouse
- Location: No. 1 Henri Dunant Road, Khwaeng Pathumwan, Khet Pathumwan, Bangkok
- Architects/Designers: Edward Healey and E. G. Gollo
- Proprietor: Royal Bangkok Sports Club
- Construction Date: 1915
- Conservation Awarded Date: 2022
- Category: Architectural and community heritage conservation projects
- Level: Honourable Mention
The Clubhouse of Royal Bangkok Sports Club is on Henri Dunant Road, it was built Iin 1915 to replace the former clubhouse that had been a sports club for members of high society in Bangkok since 1897. Designers were Mr. Edward Healey, architect, and Mr. E. G. Gollo, civil engineer. When completed, King Rama VI graciously presided over the Opening Ceremony of the Clubhouse on 23rd November 1915.
The Clubhouse of Royal Bangkok Sports Club is 2-storey, symmetrical rectangular plan, laid parallel to the horse racing tracks. The entrance hall with the main stairs is located to the west at building center, higher than other two wings; to the east on second floor is an open verandah for viewing horseraces, accentuated with double columns at the balcony porch exclusive to the King; inside the wings are function rooms e.g. dining room, changing rooms, etc. Outstanding features include the application of long-spanned reinforced concrete structure; small columns and beams, decorated with stylized Thai lotus designs at corners where columns and beams meet; flat slab roof overlaid with hip roof; and flat, thin concrete awnings extended from the walls around the building.
The Clubhouse of Royal Bangkok Sports Club is an important heritage in both historical and architectural aspects, which should be promoted to the public and conserved as an important cultural heritage of the nation.
“This building was officially opened by King Rama VI, being a historic building of the Royal Bangkok Sports Club, a testimony of Modern development of sports and the first horse racing tracks in Thailand. Furthermore, the architectural significance is seen from the fine design of Western architect who was part of the nation’s architectural development, thus this building has the potential to be conserved and used to serve the present requirements while maintaining the original values. This is an encouragement for undertaking a complete conservation process in the future”.
(Opinion of the Judging Committee)





บ้านยิ่นเต่ง
อ่านเพิ่มเติม
บ้านยิ่นเต่ง
- ที่ตั้ง เลขที่ 96 ถนนวิชิตสงคราม ตำบลกะทู้ อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต
- ผู้ครอบครอง ชุติมา เจริญผล
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2449
- สถาปนิก/ผู้ออกแบบอนุรักษ์ อาภาภรณ์ วงศ์ลักษณพันธ์
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2565
- ประเภท งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน
- ระดับ สมควรได้รับการเผยแพร่
บ้านยิ่นเต่ง สร้างโดยนายยิ่นเต่ง เจริญผล (เดิม แซ่หลิม) ชาวจีนฮกเกี้ยนจากปีนัง ที่เข้ามาทำกิจการเรือขุดแร่ดีบุกกับบริษัทเรือขุดแร่ต่างชาติในพื้นที่ตำบลกะทู้ ต่อมาได้ตั้งรกรากและสร้างบ้านในพื้นที่บ้านของภรรยา คือ นางหลุย แซ่โก๊ย ชาวไทยจีนลูกผสม (บาบ๋า) โดยนำรูปแบบสถาปัตยกรรมจากปีนัง ซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านพักอาศัยขนาดใหญ่ ที่เป็นได้อิทธิพลมาจากรูปแบบชิโนยูโรเปียน เป็นอาคารที่เรียกว่า อั่งหม่อหลาวเป็นอาคารครึ่งไม้ครึ่งปูนเพียงหลังเดียวในพื้นที่ ที่ตั้งของบ้านยิ่นเต่งเชื่อมต่อกับพื้นที่ของศาลเจ้ากะทู้ ซึ่งเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่สำคัญของจังหวัดภูเก็ต โดยมีการบันทึกถึงการบริจาคที่ดินของครอบครัวนายยิ่นเต่ง เจริญผลให้แก่ศาลเจ้ากะทู้ แสดงถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มวัฒนธรรม ความเชื่อ และกลุ่มเครือข่ายชาวจีนภายในย่านชุมชนนี้ นอกจากใช้เป็นบ้านพักอาศัยอาศัย ในอดีตยังใช้เป็นสถานที่จัดเลี้ยงสังสรรค์ รับรองบรรดาข้าราชการ และกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจเหมืองแร่ดีบุกในเมืองกะทู้ ซึ่งยังมีหลักฐานปรากฏอยู่ คือแผ่นป้ายประกาศเกียรติคุณโลหะที่ติดอยู่บริเวณด้านหน้าของประตูบ้าน และมีการสร้างหลุมหลบภัยขนาดใหญ่ไว้บริเวณหน้าบ้าน สามารถเข้าออกได้ 2 ทาง สำหรับให้คนในพื้นที่มาอาศัยหลบภัยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ปัจจุบัน ไม่เหลือร่องรอยเนื่องจากได้มีการขุดกลบพื้นที่ดังกล่าว เพื่อหาแร่ตะกรันจนไม่อาจระบุตำแหน่งที่ชัดเจนได้ ปัจจุบันบ้านยิ่นเต่งยังใช้เป็นบ้านพักอาศัย มีการเปิดบ้านในโอกาสพิเศษเพื่อให้ที่สนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานชาวจีน และการทำแร่ดีบุก วัฒนธรรมบาบ๋า และงานสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นได้เข้ามาศึกษาและเยี่ยมชม บ้านยิ่นเต่งจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนและจังหวัดภูเก็ตที่น่าสนใจ
บ้านยิ่นเต่งเป็นอาคารที่มีลักษณะสมมาตร 2 หลังเชื่อมต่อกัน อาคารส่วนหน้าสูง 2 ชั้น กว้าง 3 ช่วงเสา ช่วงเสาตรงกลางเป็นมุขยื่นออกมาคลุมโถงทางเข้า หลังคาหลักเป็นทรงปั้นหยา ส่วนหน้าเป็นหลังคาทรงจั่ว ทั้งหมดมุงด้วยกระเบื้องว่าวซีเมนต์ พื้นที่ชั้นล่างเป็นโถงขนาดใหญ่ตั้งหิ้งบูชาเทพเจ้าประจำตระกูล เชื่อมต่อกับห้องนอนซึ่งตั้งอยู่บริเวณปีกอาคารทั้ง 2 ข้าง มีการใช้ผนังลับแลกั้นระหว่างโถง บันไดภายใน และอาคารครัวซึ่งอยู่ด้านหลัง พื้นที่ชั้นบนมีการแบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน คือ โถงบันไดขนาดเล็กเชื่อมต่อกับระเบียงส่วนกลางและห้องนอนเล็ก และบริเวณส่วนด้านหน้ามีลักษณะเป็นโถงขนาดกลางสำหรับนั่งเล่นและเชื่อมกับห้องนอนขนาดใหญ่ทั้ง 2 ฝั่งของอาคาร อาคารส่วนหลังเป็นอาคารชั้นเดียว เป็นห้องครัว ภายในมีการเว้นช่องแสงบริเวณหลังคา เรียกว่า ช่องฉิ่มแจ้ และมีการสร้างเตาแบบจีน (เตาโพ) ขนาดใหญ่ ซึ่งมีมากถึง 4 หลุม เป็นลักษณะเฉพาะที่พบได้ในบ้านเรือนของกลุ่มชาวจีนในแถบนี้
บ้านยิ่นเต่งได้รับการการปรับปรุงซ่อมแซมโดยอ้างอิงจากภาพถ่ายเก่า รวมถึงคำบอกเล่าของคนที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ ทำให้สามารถรักษาโครงสร้าง สัดส่วน องค์ประกอบอาคาร พื้นที่ใช้งานภายใน และพื้นที่ทางความเชื่อเอาไว้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตได้ทำการสำรวจ รังวัด จัดแสดงหุ่นจำลองบ้านยิ่นเต่ง และประวัติบ้านไว้ที่พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ภูเก็ต ถือเป็นตัวอย่างของการเผยแพร่ข้อมูลมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จัก
“บ้านยิ่นเต่งเป็นอาคารอั่งหม่อหลาว (บ้านทรงฝรั่งแบบชิโนยูโรเปียนของชาวจีนฮกเกี้ยน) ที่ยังคงเหลืออยู่ในอำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต จึงมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน การอนุรักษ์บ้านหลังนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของผู้ครอบครองอาคารในการรักษาสภาพเดิมของอาคารไว้ พื้นที่ภายในแสดงการอยู่อาศัยแบบเดิมผสมผสานการใช้งานใหม่ในการเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นได้ค่อนข้างดี อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาเรื่องการดูแลรักษาบรรยากาศของสภาพโดยรอบ การซ่อมแซม การใช้วัสดุทดแทน เช่น วัสดุมุงหลังคา รวมถึงการใส่องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมใหม่แทนองค์ประกอบเดิม ที่จะไม่ทำให้องค์ประกอบเดิมเสียความสมบูรณ์”
(ความเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Ban Yin Teng
- Location: No.96 Wichit Songkhram Road, Tambon Kathu, Amphoe Kathu, Phuket
- Proprietor: Chutima Charoenphon
- Construction Date: 1906
- Architect/Conservation Designer: Aphaphon Wonglaksanaphan
- Conservation Awarded Date: 2022
- Category: Architecture and community heritage conservation projects
- Level: Honorable Mention
Ban Yin Teng (Yin Teng House) was built by Mr. Yinteng Charoenphon (Lim), a Fujianese from Penang who opened a tin mining boat business with foreign tin mining boat company in Tambon Kathu. Later he settled down and built a house on the land which belonged to this wife, Mrs. Lui Koi, a Thai-Chinese (Baba). The house is a large Penang’s Sino-European style architecture, half wood half brick. The land is adjacent to the Kathu Shrine, an important shrine in Phuket. There is a record on donation of land to Kathu Shrine by Mr. Yinteng Charoenphon’s family. Apart from being a residence, the house was used for parties and reception of government officials and tin mining business owners in Kathu as mentioned in the plaque of commendation at the front of the house. Moreover, there used to be a bunker built for people in the area to hide from air raids during WWII, however, after the war, the place was dug for mineral ores until all remaining traces of the bunker were lost. At present, Ban Yin Teng is still used as residence and opened in special occasions for visitors to learn about Chinese settlements, tin mining, Baba culture, and vernacular architecture.
Ban Yin Teng features 2 connected symmetrical buildings, the front building is 2-storey, 3-bayed, the middle bay is the entrance porch, the main roof is hip roof, front roof is gable, with rhombus cement tiles. The ground floor is a large hall with a table altar for worshipping Gods of the Family, this hall is connected to bedrooms in both wings of the buildings, all functions are separated with partitions. The upper floor is divided into 2 parts, one is a small staircase hall connected to the middle corridor and a small bedroom; and the front part is a medium-size living hall connected to large bedrooms on both sides of the building. The rear building is single-storey which is a kitchen, the interior features a light well and large Chinese stove with 4 burners, a typical style of Chinese houses in this area.
The renovation of Ban Yin Teng was carried out based on old photographs and verbal information from people who used to live in the house, therefore, the structure, proportion, building elements, interior spaces, and spiritual spaces have been well-conserved. Furthermore, Phuket Rajabhat University carried out survey, measurement, model making, and exhibitions of the house’s history which are exhibited at Phuket Mining Museum, which is an example of local heritage promotion and interpretation.
“Ban Yin Teng is an Ang Mo Lao (Fujianese Sino-European) that still remains in Amphoe Kathu, Phuket. It is valuable in terms of local history, being a testimony of the community’s economic and social development. The conservation indicates the owner’s intention to preserve the original features of the house whereas the interior integrates the original way of life to new use as local museum rather satisfactorily. Nevertheless, it would be better to consider the maintenance of surrounding atmosphere, repair, replacement of materials such as roofing materials, as well as the substitution of original elements by new elements that does not affect the integrity of the originals.
(Opinion of the Judging Committee)






ประเภท ข. งานออกแบบใหม่ในบริบทการอนุุรักษ์
ไม่มีผู้ที่สมควรได้รับรางวัลในปีนี้
ประเภท ค. บุคคลหรือองค์กร อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม
นายกฤชทิพย์ ศิริรัตน์ธำรงค์
อ่านเพิ่มเติม
นายกฤชทิพย์ ศิริรัตน์ธำรงค์
- Mr. Krittip Siriratthamrong
- ปีที่ได้รับรางวัล: พ.ศ. 2565
- Conservation Awarded Date: 2022
“คุณกฤชทิพย์ ศิริรัตน์ธำรง เป็นสถาปนิกอนุรักษ์อาวุโส ที่มีผลงานการออกแบบอนุรักษ์อาคารที่มีคุณค่าระดับสูง จนเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและระดับสากล ท่านมีประสบการณ์ความชำนาญในงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรม นับตั้งแต่ พระราชวัง วัง อาคารสถาบัน และสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ เป็นดำเนินงานอนุรักษ์โดยเน้นกระบวนการศึกษา การสำรวจ และการวิจัยอย่างลึกซึ้ง เพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง จนนำไปสู่งานการบูรณะและปรับปรุงอาคารที่รอบคอบรัดกุม สอดคล้องกับหลักการและหลักฐานตามกระบวนการศึกษาที่ถูกต้อง
คุณกฤชทิพย์ ศิริรัตน์ธำรง เป็นสถาปนิกไทยที่ก่อตั้งบริษัท เดียบอร์น สตรีท ดีไซน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่ดำเนินงานด้านการออกแบบอนุรักษ์สถาปัตยกรรมแบบสากลในภาคเอกชนขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทย โดยคุณกฤชทิพย์ยังได้นำองค์ความรู้ ประสบการณ์และเทคนิคการออกแบบอนุรักษ์มาถ่ายทอดให้แก่สถาปนิกไทยในรุ่นต่อมา ทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มการจัดทำเอกสารการสำรวจสภาพปัจจุบันของอาคาร เอกสารข้อเสนอการออกแบบ และเอกสารงานก่อสร้างสำหรับภาคเอกชน ตลอดจนบูรณาการการทำงานระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ จนส่งผลให้การปฏิบัติวิชาชีพด้านการอนุรักษ์งานสถาปัตยกรรมได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
ประวัติ
ประวัติการศึกษาและการทำงาน
- สถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2516
- สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต University of Michigan – Ann Arbor มลรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2518
- ก่อตั้งสำนักงานออกแบบ HPZS เมืองชิคาโก มลรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2530
- ก่อตั้งบริษัท เดียบอร์น สตรีท ดีไซน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2536
- กรรมการมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานพระราชวังเดิม พ.ศ. 2539 – ปัจจุบัน
- อนุกรรมาธิการวิสามัญ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการผังเมือง และการใช้พื้นที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557 – 2558
คุณกฤชทิพย์ ศิริรัตน์ธำรงค์ เป็นสถาปนิกอนุรักษ์ระดับอาวุโสของไทยที่ปฏิบัติงานอนุรักษ์ในระดับสากลและระดับชาติจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ มีผลงานบูรณะอาคารประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าและความสำคัญระดับสูงโดยเฉพาะการพระราชวัง วัง อาคารสถาบัน ตลอดจนงานสถาปัตยกรรมแห่งยุคที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงซึ่งต้องการความละเอียดรอบคอบในงานออกแบบเพื่อการอนุรักษ์ และต้องใช้ประสบการณ์จากทีมงานที่มีองค์ความรู้ครบถ้วน เช่น Dana Thomas House, Springfield, Illinois (ผลงานการออกแบบของ Frank Lloyd Wright) The Peoples Saving Bank, Cedar Rapids, Iowa (ผลงานการออกแบบของ Louis H. Sullivan) วังเชียงแก้ว (เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) พระราชวังเดิมกรุงธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) พระราชวังพญาไท (กรุงเทพมหานคร) และค่ายตากสิน (จังหวัดจันทบุรี)
คุณกฤชทิพย์ ศิริรัตน์ธำรงค์ ได้รับรางวัลเกียรติยศหลายครั้งจากการทำงานอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์ เช่น รางวัล Distinguished Restoration Award 1991 โดย The Chicago Chapter of The American Institute of Architects รางวัล National Historic Restoration Award 1991 โดย The President of the United States รางวัล Rehabilitation Award 1992 โดย The President of the United States และรางวัล Award of Merit 2004 โดย UNESCO Asia – Pacific Heritage Awards for Cultural Heritage Conservation
คุณกฤชทิพย์ ศิริรัตน์ธำรงค์ มีประสบการณ์ทำงานมายาวนานและหลากหลายภูมิภาค ประกอบกับเป็นผู้ก่อตั้งและบริหารบริษัทสถาปนิกอนุรักษ์ในประเทศสหรัฐอเมริกา และบริษัทสถาปนิกอนุรักษ์แห่งแรกในประเทศไทย บริษัท เดียบอร์น สตรีท ดีไซน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ท่านจึงมีความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานอนุรักษ์ทุกรูปแบบและทุกขั้นตอน ดังนี้
- การบริหารจัดการองค์กร/ สำนักงานออกแบบอนุรักษ์สถาปัตยกรรม
- การวางแผน กำหนดแนวคิดและรายละเอียดของโครงการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม
- การสำรวจ วิจัย ค้นคว้า และจัดเก็บข้อมูลอาคารประวัติศาสตร์ตามระบบการปฏิบัติงานแบบสากล
- การวิเคราะห์และออกแบบรายละเอียดเพื่อการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม
- การบริหารงานก่อสร้างและให้คำปรึกษาด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม
- การประสานความร่วมมือและถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนเทคโนโลยีในการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมจากต่างประเทศ

หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวนสระบุรี ก่อตั้งโดย ทรงชัย วรรณกุล
อ่านเพิ่มเติม
หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวนสระบุรี ก่อตั้งโดย ทรงชัย วรรณกุล
- Thai Yuan Saraburi Cultural Center Founded by Songchai Vannagul
- ปีที่ได้รับรางวัล: พ.ศ. 2565
- Conservation Awarded Date: 2022
“หอวัฒนธรรมพื้นบ้าน ไทยวนสระบุรี ก่อตั้งขึ้นโดย อาจารย์ทรงชัย วรรณกุล ปราชญ์ชาวบ้าน ชาวไทยวนที่จังหวัดสระบุรี เป็นองค์กรที่มีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสืบสานในเรื่องมรดกวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ใช้จัดฝึกอบรมและประกอบกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมในรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้สถานที่ซึ่งสร้างขึ้นมาจากการอนุรักษ์เรือนไทยภาคกลางที่รวบรวมมาจากที่ต่าง ๆ มีเรือนริมน้ำที่ใช้เก็บรักษารวบรวม เรือขุดของแถบลุ่มแม่น้ำป่าสักที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยให้ความสำคัญกับการสืบสานภูมิปัญญาช่างไม้ดั้งเดิมให้ยังคงอยู่ และมีการเผยแพร่ให้ความรู้แก่ผู้สนใจ จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้งานสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของภาคกลางที่สำคัญในปัจจุบัน”
หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวนสระบุรี ก่อตั้งโดย นายทรงชัย วรรณกุล ตั้งอยู่ในพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ริมแม่น้ำป่าสัก หมู่ 6 ตำบลดาวเรือง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี เปิดให้ผู้ที่สนใจได้เข้าเยี่ยมชมอย่างไม่เป็นทางการใน พ.ศ. 2530 ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Think Earth ของสยามกลการ จัดตั้งเป็นหอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวนสระบุรีใน พ.ศ. 2536 และมีพิธีเปิดเป็นทางการใน พ.ศ. 2542 โดยมีวัตถุประสงค์ คือ
- เพื่ออนุรักษ์สถาปัตยกรรมบ้านเรือนไทยเดิมที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ตามแบบฉบับเรือนไทยเดิมภาคกลางที่ผสมผสานวัฒนธรรมของภาคเหนือตามพื้นถิ่นดั้งเดิมของคนไทยวน
- เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดให้นิสิต นักศึกษา หรือผู้ที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ในงานสถาปัตยกรรมไทย
- เพื่อสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม วิถีความเป็นอยู่ของชาวไทยวน ภาษา และการแต่งกายให้คงอยู่สืบไป และถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น
- เพื่อเผยแพร่ให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสสัมผัสวิถีความเป็นอยู่ริมน้ำของชาวไทยวนสระบุรีในสมัยโบราณ
- เป็นจุดศูนย์กลางให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยวน
- เพื่อให้ชาติพันธุ์ไทยวน ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และวิถีความเป็นอยู่ยังคงอยู่สืบไป
หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวนสระบุรี ก่อตั้งโดย นายทรงชัย วรรณกุล เป็นกลุ่มอาคารเรือนไทยหลายหลังเชื่อมต่อกันด้วยชานบ้านและทางเดิน โดยเรือนหลังแรก คือ เรือนไทยเรือนกลาง ใต้ถุนเรือนเป็นพื้นที่เอนกประสงค์สำหรับให้ชาวบ้านมาทำกิจกรรมร่วมกันในวันสำคัญหรืองานประเพณี และเป็นพื้นที่ต้อนรับผู้มาเยี่ยมชมสถานที่ พื้นที่ชั้น 2 ของเรือน จัดแสดงแสดงสิ่งของเครื่องใช้ของไทยวนในสมัยก่อนที่อาจารย์ทรงชัยเป็นผู้สะสม เช่น ผ้าซิ่น ตู้ไม้โบราณ และเตียงไม้ รวมถึงยังเป็นห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยว และเป็นสถานที่ให้เช่าสำหรับถ่ายทำภาพยนตร์ ส่วนชานบ้าน เป็นพื้นที่กว้างขวาง ไม่มีหลังคาคลุม เชื่อมไปถึงแม่น้ำ เป็นพื้นที่จัดเลี้ยงและรับรองงานประเพณีต่าง ๆ ต่อมาได้มีการขยายและปลูกเรือนเพิ่มอีกหลายหลังเพื่อรองรับผู้ที่มาร่วมกิจกรรม ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่อาจารย์ทรงชัยถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2561 คุณกิตติมา ดิษฐคลึ บุตรีของอาจารย์ทรงชัยได้เข้ามาดูแลบริหารจัดการจนถึงปัจจุบัน
หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวนสระบุรี ก่อตั้งโดย นายทรงชัย วรรณกุล เป็นตัวอย่างขององค์กรภาคประชาชนที่สนับสนุนการอนุรักษ์และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมโดยผ่านกิจกรรมงานประเพณีโบราณ งานบุญ และงานพิธีต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่าน ซึ่งทำให้สถานที่แห่งนี้ยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของคนในพื้นที่และผู้มาเยี่ยมเยือนได้มาพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกันตรงตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของนายทรงชัยที่ได้วางไว้






วิสาหกิจการท่องเที่ยวชุมชน ชุมชนบ้านปรางค์นคร จังหวัดนครราชสีมา
อ่านเพิ่มเติม
วิสาหกิจการท่องเที่ยวชุมชน ชุมชนบ้านปรางค์นคร จังหวัดนครราชสีมา
- Prang Nakhon OTOP Innovation Village
- ปีที่ได้รับรางวัล: พ.ศ. 2565
- Conservation Awarded Date: 2022
“วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวชุมชนบ้านปรางค์นคร เป็นองค์กรที่ดำเนินงานเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ของชุมชนบ้านปรางค์นคร ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบราณสถานปรางค์บ้านปรางค์ เทวาลัยในศิลปะขอม โดยได้จุดประกายให้คนในชุมชนได้เห็นคุณค่าของเรือนไม้พื้นถิ่นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือนในลักษณะเรือนโคราช ในฐานะอัตลักษณ์สำคัญที่ควรจะต้องช่วยกันรักษาไว้ร่วมกับมรดกทางวัฒนธรรมประเพณีในด้านอื่น ๆ ของชาวไทยโคราช แม้จะเริ่มต้นจากเป้าหมายทางด้านการท่องเที่ยว แต่กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ได้สนับสนุนให้เกิดการอนุรักษ์บ้านเรือนต่าง ๆ ในชุมชนขึ้น และเปิดเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้แก่นักท่องเที่ยวและผู้สนใจโดยทั่วไป โดยเป็นการอนุรักษ์อย่างค่อยเป็นค่อยไปตามกำลังและความสมัครใจของผู้ที่เป็นเจ้าของเรือนโบราณแต่ละหลัง ในการดำเนินงานอนุรักษ์ในอนาคต ควรเพิ่มเติมกระบวนการอนุรักษ์ และการวางแผนการจัดการโดยภาพรวมในระยะยาว โดยอาจประสานการทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมในท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง”
วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยว ชุมชนบ้านปรางค์นคร ตั้งอยู่ในอำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เป็นชุมชนที่อยู่อาศัยดั้งเดิมที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมา อาคารและสิ่งปลูกสร้าง อาหาร ประเพณี และวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวควรค่าแก่การอนุรักษ์ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ โดยจุดเริ่มต้นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการของชาวบ้านนั้น เกิดขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2561 เมื่อชุมชนบ้านปรางค์ได้รับการคัดเลือกเป็นชุมชน OTOP นวัตวิถี จากพัฒนาชุมชนอำเภอคง ต่อมา พ.ศ. 2562 ชุมชนบ้านปรางค์ได้เข้าร่วมโครงการ “GSB Smart Homestay” ของธนาคารออมสิน ซึ่งทั้ง 2 โครงการ ทำให้ชาวบ้านรู้จักและเข้าใจถึงคุณค่าของภูมิปัญญาและมรดกทางวัฒนธรรมของตนเองมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มีการปรับปรุงบ้านเรือน และชะลอการรื้อถอน บ้านเรือนบางหลังที่เจ้าของไม่ได้อยู่ในพื้นที่ปล่อยให้ผุพังก็มีการอนุญาตให้ใช้งานและนำไปปรับปรุงฟื้นฟูเพื่อใช้ในการศึกษาเรียนรู้ หลังจากนั้น มีการปรึกษาหารือและทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมจนนำไปสู่การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วย
- การให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวประวัติศาสตร์ความเป็นมา และสถาปัตยกรรมของชุมชน
- การจัดตั้งคณะกรรมการชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ และมีการประชุมวางแผนการดำเนินงานเป็นระยะ ๆ
- การจัดกิจกรรมสื่อสารเพื่อประชาสัมพันธ์ให้บุคคลภายนอก นักท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับชุมชน
- การจัดกิจกรรมโดยใช้พื้นที่ที่มีการอนุรักษ์เพื่อสร้างรายได้ในชุมชน
วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยว ชุมชนบ้านปรางค์นคร เป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญต่อกระบวนการมีส่วนร่วมโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมทั้งในระดับการมีส่วนร่วม ขั้นตอนการมีส่วนร่วม และหลักความครอบคลุมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลงานเชิงประจักษ์ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ ของชุมชน โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นแบบ เรือนโคราช ทั้งในด้านวิวัฒนาการของเรือน คติความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีความเป็นอยู่ ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ จนนำไปสู่การอนุรักษ์อาคาร และพัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้ ด้านวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนโคราชให้แก่นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ รวมทั้งเป็นพื้นที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านผ่านกิจกรรมถนนคนเดิน ตลาดไทยโคราช จำหน่ายสินค้าท้องถิ่นให้แก่คนในชุมชน และนักท่องเที่ยว




