ประเภทอาคาร
อาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ
อาคารอำนวยการ โรงเรียนนานาชาติเชียงใหม่ (บ้านแมคเคน)
อ่านรายละเอียด
อาคารอำนวยการ โรงเรียนนานาชาติเชียงใหม่ (บ้านแมคเคน)
- ที่ตั้ง โรงเรียนนานาชาติเชียงใหม่ เลขที่ 13 ถนนเชตุพน ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
- ผู้ครอบครอง โรงเรียนนานาชาติเชียงใหม่ มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2449
- สถาปนิก/ผู้ออกแบบอนุรักษ์ อ.พีร์ ตนานนท์
- ปีที่ได้รางวัล พ.ศ. 2560
- ประเภท อาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ
โรงเรียนนานาชาติเชียงใหม่ (Chiang Mai International School – CMIS) เป็นโรงเรียนของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย และเป็นโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการให้จัดตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาค ตามประวัติการก่อตั้งนั้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาคริสตจักรในประเทศไทยได้เชิญมิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนให้กลับมาร่วมงานกับสภาคริสตจักรฯ หลังจากที่ต้องออกจากประเทศไทยไปเนื่องจากสงคราม แต่เนื่องจากในประเทศไทยไม่มีโรงเรียนที่บุตรของมิชชันนารีจะเข้าเรียนได้ มิชชันนารีจึงสอนเองที่บ้านหรือส่งไปเรียนในประเทศพม่า ต่อมาในพ.ศ. 2491 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศพม่าทำให้ไม่สามารถส่งบุตรไปเรียนต่อไปได้ คณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนมิชชั่นจึงได้เปิดโรงเรียนที่เชียงใหม่ และเริ่มการเรียนการสอนครั้งแรกในเดือนมกราคม พ.ศ. 2492 ต่อมาในพ.ศ. 2500 โรงเรียนได้ย้ายมาอยู่ ณ สถานที่ปัจจุบันซึ่งเป็นบ้านพักของมิชชันนารี อาคารเรียนไม้ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มใช้ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2501 ใช้ชื่อโรงเรียนว่า “Chiangmai Children’s Center” (CCC) ต่อมากระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยได้ลงนามความตกลงในการจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติเชียงใหม่ และมอบหมายให้มูลนิธิฯ เป็นผู้บริหารกิจการของโรงเรียน และให้ชื่อโรงเรียนว่า “โรงเรียนนานาชาติเชียงใหม่” หรือ “Chiang Mai International School” มีชื่อย่อว่า “CMIS” เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2528
อาคารอำนวยการ โรงเรียนนานาชาติเชียงใหม่ (บ้านแมคเคน) เป็นอาคารโครงสร้างผนังอิฐรับน้ำหนัก โครงสร้างพื้นและหลังคาเป็นไม้ หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีพื้นที่ประมาณ 550 ตารางเมตร โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบอเมริกันโคโลเนียล ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2449 บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิงซึ่งเป็นที่ตั้งของสถาบันต่าง ๆ ที่ก่อตั้งโดยมิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน เพื่อเป็นบ้านพักของ นายแพทย์ เจ ดับบลิว แมคเคน อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลแมคคอร์มิค และผู้ก่อตั้งนิคมโรคเรื้อนแมคเคน ต่อมาใช้เป็นบ้านพักของมิชชันนารีที่เข้ามาทำพันธกิจในเชียงใหม่หลายครอบครัวก่อนจะมาเป็นอาคารของโรงเรียนนานาชาติเชียงใหม่ใน พ.ศ. 2500 ซึ่งได้ใช้อาคารดังกล่าวเป็นทั้งที่พัก และห้องเรียน ในปัจจุบันใช้เป็นห้องทำงานของผู้บริหาร ห้องประชุม และห้องทำงานแผนกต่าง ๆ ของโรงเรียน
อาคารอำนวยการ โรงเรียนนานาชาติเชียงใหม่ (บ้านแมคเคน) ได้รับการบูรณะครั้งล่าสุดระหว่างเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ในวาระที่อาคารมีอายุครบ 110 ปี โดยคณะกรรมการบริหารโรงเรียนได้อนุมัติให้ทำการปรับปรุงส่วนที่เสียหายจากอายุการใช้งาน และเปลี่ยนวัสดุและสีให้กลับมาเป็นแบบดั้งเดิมตามหลักฐาน รวมถึงการเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาโดยคงรูปแบบไว้ดังเดิม
“ส่วนใหญ่รักษาไว้ค่อนข้างดี แต่การเปลี่ยนวัสดุและการต่อเติมรูปแบบใหม่บางส่วน อาจมีผลทำให้องค์ความรู้เดิมถูกเปลี่ยนแปลงไปหากไม่ได้รับการอนุรักษ์ไปด้วย และถ้ามีการแก้ไขปรับปรุงการอนุรักษ์ภายในอาคารด้วยจะดียิ่งขึ้น”
(ความเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Administration Building, Chiang Mai International School (McKean House)
- Location: Chiang Mai International School, No. 13 Chetuphon Road, Tambon Wat Ket, Amphoe Mueang Chiang Mai, Chiang Mai
- Proprietor: Chiang Mai International School, the Foundation of the Church of Christ in Thailand
- Construction Date: 1906
- Architect/Conservation Designer: Pir Tananon
- Conservation Awarded Date: 2017
- Category: Institutions and public buildings
Chiang Mai International School – CMIS is a school under the Foundation of the Church of Christ in Thailand. It is the first international school officially permitted by the Ministry of Education to be established in the region. The school’s history began after WWII when the Foundation of the Church of Christ in Thailand invited the American Presbyterian missionaries which moved out during the war to return to Thailand, however, since there were no schools for the missionaries’ children, they had to either teach them at home or send them to study in Myanmar, however, in 1948, political situation in Myanmar caused the schooling to ceased, therefore, the missionaries founded their own school in Chiang Mai, which was opened in January 1949. In 1957, the school moved to the present campus which was the missionaries’ residence. The wooden schoolhouse was completed and opened in August 1958, and the school was named “Chiangmai Children’s Center” (CCC). Later the Ministry of Foreign Affairs and the Foundation of the Church of Christ in Thailand signed an MOU on the Establishment of Chiang Mai International School and assigned the Foundation to be responsible organization for school management. Consequently, the “Chiang Mai International School” (CMIS) was officially opened on 15th July 1985 and has continued until today.
Administration Building (McKean House) is a brick wall-bearing building with wooden floors and roof, terracotta roof tiles, building area approximately 550 sq.ms.; the architecture is American colonial style, completed in 1906 on the bank of Ping River where several institutions founded by the American Presbyterian missionaries are located. Originally, the building was built as a residence of Dr. J. W. McKean, former Director of McCormick Hospital and founder of McKean Leprosy Center (the present McKean Senior Center). Later, the house was used as accommodation for missionaries and their families before it became the Administration Building of Chiang Mai International School in 1957. At first, the building was used both as residence and schoolhouse. At present, it functions as office of administrators, meeting rooms, and offices of the school’s departments.
Administration Building (McKean House) underwent the latest restoration during June – July 2016 on the 110th Anniversary of the building. In the restoration, the School Committee decided to have the deteriorated parts repaired, materials and paints changed back to be the same as original based on studies and evidence, and roof tiles changed to the same style as formerly.
“Most parts of the building are well-conserved but change of materials and some additions could affect the original information which had not been conserved. It should be better to improve interior conservation along with the building.” (Opinion of the Judging Committee)

อาคารศูนย์ญี่ปุ่นศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ่านรายละเอียด
อาคารศูนย์ญี่ปุ่นศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ที่ตั้ง สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
- ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
- สถาปนิก / ผู้ออกแบบ Kiso Kurokawa Architect & Associates และ Shimizu Construction Company
- ผู้ครอบครอง สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2527
- สถาปนิก / ผู้ออกแบบอนุรักษ์ อาจารย์อภินันท์ พงศ์เมธากุล
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2560
- ประเภท อาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ
สถาบันญี่ปุ่นศึกษาจัดตั้งขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในพุทธศักราช 2524 ต่อมาได้ขยายขอบเขตการศึกษาให้กว้างขึ้นเป็น Area Study ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก อาทิ จีน เกาหลี และญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นการศึกษาความสัมพันธ์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม ต่อมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่นผ่านกรมวิเทศสหการ ได้รับความช่วยเหลืออย่างดียิ่งโดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้ตกลงให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าเป็นมูลค่า 1,150 ล้านเยน หรือ 115 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์ญี่ปุ่นศึกษา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต หลังจากนั้นคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้จัดตั้งเป็นสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พุทธศักราช 2527 และเสด็จมาทำพิธีเปิดอาคารศูนย์ญี่ปุ่นศึกษาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พุทธศักราช 2528 และต่อมาทรงมีพระมหากรุณาธิคุณรับสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย อาคารศูนย์ญี่ปุ่นศึกษาจึงเป็นที่ตั้งของสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาในปัจจุบัน
อาคารศูนย์ญี่ปุ่นศึกษาเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น ล้อมรอบสนามหญ้า สวน บ่อน้ำ และบ้านญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการออกแบบโดยใช้เทคนิคสมัยใหม่ผสมกับการก่อสร้างแบบสมัยโบราณคือได้มีการนำเอารูปแบบอาคารที่เรียกว่า Shinden Zukuri (ชินเด็น ซูคุริ) ซึ่งเป็นรูปแบบอาคารที่พักอาศัยของพวกขุนนางชั้นสูงของญี่ปุ่นในสมัยโบราณมาผสมผสานเข้ากับรูปแบบอาคารวัดพุทธศาสนาที่ญี่ปุ่นเรียกว่า Garan Haichi (กะรัง ไฮชิ) เป็นลักษณะของการที่มีอาคารอยู่ตรงกลาง มีอาคารอีกสี่ด้านอยู่ล้อมรอบ โดยมีระเบียงเชื่อมระหว่างอาคารต่าง ๆ และมีบ่อน้ำ ส่วนบ้านญี่ปุ่นซึ่งภายในห้องตกแต่งแบบญี่ปุ่น ใช้สำหรับพิธีชงน้ำชา และทำพิธีอื่น ๆ
อาคารศูนย์ญี่ปุ่นศึกษา ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีเรื่อยมา ถึงแม้จะได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุทกภัยในพุทธศักราช 2554 แต่ก็ได้รับการปรับปรุงฟื้นฟูจนสามารถรักษาองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม และพื้นที่โดยรอบแบบดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่าชื่นชม ส่วนการใช้สอยภายในก็มีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับการใช้งานมากยิ่งขึ้น
“มีคุณค่าด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมสมัยใหม่และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย – ญี่ปุ่น แสดงถึงความตั้งใจรักษาสภาพแวดล้อมดั้งเดิมของการออกแบบไว้ให้มากที่สุดแม้ภายหลังการซ่อมแซมฟื้นฟูจากวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่”
(ความคิดเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Center for Japanese Studies, Thammasat University
- Location: Institute of East Asian Studies, Thammasat University Rangsit Camous, Tambon Khlong Nueng, Amphoe Khlong Luang, Pathum Thani
- Architects/Designers: Kiso Kurokawa Architect & Associates และ Shimizu Construction Company
- Proprietor: Institute of East Asian Studies, Thammasat University
- Construction Date: 1984
- Architects/Conservation Designers: Aphinan Phongmethakun
- Conservation Awarded Date: 2017
- Category: Institutions and public buildings
Institute of Japanese Studies was established in Thammasat University in 1981, then its study scope was expanded to area study covering East Asian countries such as China, Korea, and Japan, emphasizing on studies of relationships in economy, politics, society, and culture. Later, Thammasat University had contacted the Japanese Government through Thailand International Cooperation Agency to ask for support, which the Japanese Government generously granted a free monetary contribution of 1,150 million JPY or 115 million THB for building the Center for Japanese Studies at Thammasat University Rangsit Campus. Afterward, the Cabinet approved the establishment of the Institute of Asian Studies, and the Official Foundation Stone Laying Ceremony was held on 17th March 1984, presided over by HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn. Then the Princess graciously presided over the Opening Ceremony of the Center for Japanese Studies on 17th June 1985. Furthermore, the Princess also accepted the Institute of Asian Studies under her Royal Patronage. At present, the Institute of Asian Studies is located in the Center for Japanese Studies
Center for Japanese Studies is a 2-storey reinforced concrete building built around a landscape of lawn, garden, pond, and a Japanese house. The design is a mixture of modern and ancient techniques by application of the Shinden Zukuri style, the style of ancient Japanese high-ranked officials’ residences, to the Garan Haichi, a Japanese monastery style, resulting in the planning of one building surrounded by 4 other buildings which are connected by corridors. Landscape elements include a pond and a Japanese house which is used for holding tea ceremony and other ceremonies.
Center for Japanese Studies has been well-maintained. Although it was seriously damaged by a big flood in 2011, it has been restored to conserve the architectural features and the setting commendably. The interior has been renovated to suit the present requirements.
“The building is valuable in terms of Modern architecture and the Thai-Japanese relationship. The conservation indicates the intention to preserve the original design environment as much as possible even after critical damage caused by the big flood”.
(Opinion of the Judging Committee)

อาคารอำนวยการ โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย
อ่านรายละเอียด
อาคารอำนวยการ โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย
- ที่ตั้ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เลขที่ 225 ถนน พญาไท แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
- ผู้ครอบครอง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2483 – 2484
- สถาปนิก / ผู้ออกแบบการอนุรักษ์ นราธิป ทับทัน ปัทมาภรณ์ สว่างวงษ์ และพู่กัน สายด้วง
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2560
- ประเภท อาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ
โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายเป็นโรงเรียนช่างก่อสร้างแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2476 โดยมีอาจารย์หลวงวิศาลศิลปกรรมเป็นอาจารย์ใหญ่ ต่อมาใน พ.ศ. 2483 ทางโรงเรียนได้เริ่มก่อสร้างอาคารอำนวยการซึ่งเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กหลังแรกของโรงเรียน โดยให้ครูอาจารย์ของโรงเรียนเป็นผู้ฝึกฝนดูแลนักเรียนช่างก่อสร้างรุ่นแรก ๆ มาเป็นแรงงานในการก่อสร้าง ตามเทคนิควิธีและวัสดุก่อสร้างที่หาได้ในยุคสมัยนั้น การก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้อาคารใน พ.ศ. 2484 หลังจากเข้าใช้อาคารดังกล่าวได้ไม่ถึง
1 ปี ประเทศไทยเข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) กองทหารญี่ปุ่นได้เข้ายึดสถานที่สำหรับใช้เป็นที่ทำการและที่พักในช่วงสงคราม จนกระทั่งใน พ.ศ. 2489 หลังสงคราม ทางโรงเรียนจึงได้รับมอบสถานที่คืนอย่างเป็นทางการ โดยโรงเรียนมีสภาพเสียหายอย่างหนัก ทว่าอาคารอำนวยการเป็นอาคารเพียงไม่กี่หลังของโรงเรียนที่รอดจากการถูกทิ้งระเบิด หลังจากนั้นอาคารถูกใช้เป็นสำนักงานบริหารของโรงเรียนเรื่อยมาจนกระทั่งโรงเรียนยกระดับเป็นวิทยาลัย ต่อมาในราว พ.ศ. 2533 – 2534 ได้มีการย้ายสำนักงานบริหารไปยังอาคาร 7 ที่สร้างขึ้นใหม่ นับแต่นั้นเป็นต้นมาอาคารอำนวยการได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นอาคาร 1 และใช้เป็นที่ทำการสมาคมผู้ปกครองและครูอุเทนถวาย โดยชั้นบนของอาคารซึ่งเป็นห้องประชุมยังเป็นที่เก็บอัฐิ ปูชนียบุคคลของวงการช่างก่อสร้าง และอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายเอาไว้ด้วย
อาคารอำนวยการ โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น ผังพื้นอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โครงสร้างพื้นและหลังคาเป็นไม้ หลังคาปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องลอน รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบโมเดิร์น อาคารมีลักษณะเรียบง่าย รูปทรงเรขาคณิตเป็นก้อนทึบ มีแนวเสาอิงผนังเป็นเส้นตั้งคู่กับช่องหน้าต่างทางตั้ง มีกันสาดแผ่นบาง ๆ ยื่นคลุมเหนือหน้าต่าง ภายในอาคารประดับอาคารด้วยประติมากรรมนูนต่ำซึ่งเป็นลักษณะของอาคารแนวอาร์ต เดโค รวมทั้งมีการตกแต่งด้วยลวดลายที่สะท้อนถึงความเป็นไทยด้วย
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อาคารอำนวยการได้รับการซ่อมแซมและบำรุงรักษาให้คงสภาพเดิมไว้มากที่สุด การดำเนินการบูรณะครั้งล่าสุดในระหว่าง พ.ศ. 2559 – 2560 ได้สำรวจรังวัดอาคารดังกล่าวด้วยวิธีการ VERNADOC (Vernacular Architecture Documentation) สำหรับบันทึกสภาพปัจจุบันและใช้เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงสำคัญก่อการซ่อมแซมอาคาร จากนั้นได้ทำการบูรณะและซ่อมแซมพื้นผิวอาคาร ซึ่งแล้วเสร็จในช่วงต้น พ.ศ. 2560 โดยรักษารูปแบบและบริบทแวดล้อมโดยรวมของอาคารดั้งเดิมเอาไว้
Directorial Building, Uthenthawai School of Construction
- Location: Rajamangala University of Technology Tawan-ok, Uthenthawai Campus, No. 225 Phayathai Road, Khwaeng Pathumwasn, Khet Pathumwan , Bangkok
- Proprietor: Rajamangala University of Technology Tawan-ok, Uthenthawai Campus
- Construction Date: 1940 – 1941
- Architects/Conservation Designers: Narathip Thapthan, Pathamaphon Sawangwong, and Phukan Saiduang
- Conservation Awarded Date: 2017
- Category: Institutions and public buildings
Uthenthawai School of Construction was the first construction school in Thailand, founded in 1933 with Luang Wisansilapakam as the first Principal. Later, in 1940, the school began to construct the Directorial Building, the first reinforced concrete building of the school, by having teachers trained students to practically work in the construction with the techniques and materials available in those days. The construction was completed, and the building was opened in 1941, however, sooner than 1 year after opening, WWII broke out, and the Japanese troop seized the school to be used as their office and accommodation. The school was returned in 1946 after the war in a badly damaged condition, fortunately, the Directorial Building survived the bombs, so it was still able to be used as the administrative office of the school until the school was elevated to college status. During 1990 – 1991, the administration office was moved to the new Building 7, then the Directorial Building was changed to be called Building 1, and used as the office of the Uthenthawai Parent and Teacher Association, and the second floor was used as Memorial Hall where relics of important figures in construction field and former Principals of the school were kept.
Directorial Building, Uthenthawai School of Construction is a 2-storey reinforced concrete building, rectangular plan, floor and roof structures are wooden, hip roof with corrugated asbestos tiles, the architecture is Modern style, simple, geometric massive form, the walls are accentuated with pilasters emphasizing vertical lines along with the design of windows, each of which is sheltered by a thin concrete slab. The interior is decorated with bas-reliefs stuccos in art deco style, including applied traditional Thai designs.
Along the course of time, the Directorial Building, Uthenthawai School of Construction has been repaired and maintained to preserve the original features as much as possible. The latest restoration was carried out during 2016 – 2017, which included survey and measure drawing by VERNADOC (Vernacular Architecture Documentation) techniques to document existing features of the building for future reference before restoration of exterior surfaces which was completed in 2017. The overall features and the context of the building have been completely preserved.
อาคารพาณิชย์
ร้านสิริบรรณ
อ่านรายละเอียด
ร้านสิริบรรณ
- ที่ตั้ง เลขที่ 257 – 9 ถนนราชดำเนิน ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง
- สถาปนิก/ผู้ออกแบบ กำเตรา จรูญทรัพย์
- ผู้ครอบครอง นิรันดร์ พิตรปรีชา
- ปีที่สร้าง ประมาณ พ.ศ. 2478
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2560
- ประเภท อาคารพาณิชย์
ร้านสิริบรรณ ก่อสร้างโดยนายกำเตรา จรูญทรัพย์ ผู้ซึ่งเคยค้าขายกับเมืองปีนัง ก่อนกลับมาทำงานที่เมืองทับเที่ยงหรือจังหวัดตรังในปัจจุบัน เมื่อได้แต่งงานกับภรรยาจึงได้สร้างอาคารพาณิชย์และพักอาศัยที่ได้รับอิทธิพลรูปแบบสถาปัตยกรรมของปีนังหลังนี้ขึ้น ด้วยการให้ช่างท้องถิ่นในเมืองทับเที่ยงสร้างตามแบบที่จดจำมา แล้วเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างด้วยตนเอง ได้ใช้รูปแบบประตูหน้าต่าง การจัดพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านที่มีลานเอนกประสงค์ (ภาษาจีนฮกเกี้ยน เรียกว่า ฉิ่มแจ้) และบ่อน้ำ ซึ่งรูปแบบเช่นนี้ได้กลายเป็นต้นแบบให้กับตึกแถวในบริเวณโดยรอบต่อมาด้วย วัสดุก่อสร้าง เช่น ปูน และเหล็ก ได้นำเข้าจากเมืองปีนังโดยส่งมาทางเรือ ลูกกรงไม้บริเวณหน้าต่าง นายกำเตราได้สั่งทำที่กรุงเทพฯตามแบบของปีนัง ส่วนพื้นไม้และผนังใช้ไม้สักเป็นส่วนใหญ่จึงมีความทนทานเป็นอย่างดี เดิมอาคารมีผนังไม้กั้นระหว่างสองช่วงเสาเพื่อแบ่งให้เช่า ภายหลังได้เอาออกไปเมื่อมีการขยายกิจการมารวมเป็นห้องเดียว ประตูด้านหน้าอาคารชั้นหนึ่งเปลี่ยนจากประตูบานเฟี้ยมเป็นประตูเหล็กยืดเพื่อความสะดวกในการค้าขาย บริเวณลานเอนกประสงค์มีหลังคาคลุมเพื่อป้องกันฝนสาด มีการทาสีอาคารใหม่เมื่อ พ.ศ. 2557
ร้านสิริบรรณ ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมของถนน ลักษณะเป็นตึกแถว 2 ชั้น ผังพื้นอาคารเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ารูปแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างแบบนีโอคลาสสิก แบบจีน และแบบโมเดิร์น เช่น การเน้นหน้าบันและตกแต่งลวดลายปูนปั้นภายใน การก่อผนังล้อมขอบหลังคาคอนกรีตแบน ลานเอนกประสงค์ที่มีบ่อน้ำซึ่งถือคติความเชื่อจากชาวจีน เป็นต้น ซึ่งการออกแบบมีการประยุกต์ให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศในเขตร้อนชื้นของภาคใต้ที่มีฝนตกชุกและแดดแรง ปัจจุบันชั้นล่างบริเวณด้านหน้าใช้เป็นพื้นที่ขายเครื่องเขียน ชั้นบนเป็นที่เก็บของ ส่วนด้านหลังใช้เป็นพื้นที่เก็บของ ห้องพัก และส่วนครัวที่ยังมีการใช้เตาไฟแบบโบราณ
ร้านสิริบรรณเป็นตัวอย่างของการรักษาตึกแถวเก่าให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญทางด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและการพัฒนาเมืองทับเที่ยงไว้ได้อย่างน่าชื่นชม รวมทั้งทำให้เจ้าของอาคารเก่าหลาย ๆ หลังในพื้นที่เห็นถึงคุณค่าของการอนุรักษ์อาคารแทนการรื้อถอน นอกจากคุณค่าความแท้ขององค์ประกอบอาคารและความต่อเนื่องของการใช้งานแล้ว บ้านนี้ยังเป็นบ้านเกิดของคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ อีกด้วย
Siriban Shop
- Location: No.257 – 9 Ratchadamnoen Road, Tambon Thap Thiang, Amphoe Mueang, Trang
- Architect/Designer: Kamtrao Charunsap
- Proprietor: Niran Pitpreecha
- Construction Date: c. 1935
- Conservation Awarded Date: 2017
- Category: Commercial buildings
Siriban Shop was built by Mr. Kamtrao Charunsap who used to trade with Penang before returning to Thap Thiang or the present Trang province. After he got married, he had this shophouse and residence built in the Penang influenced architectural style by having local builders built following the design in his memory and personally supervised the construction. His adopted styles, as seen in doors and windows, planning with a multi-purpose courtyard and a well, had become prototypes for other shophouses in neighboring area. Construction materials such as cement and steel were imported from Penang by ship; wooden balusters at windows were ordered from Bangkok based on Penang style; floors and walls are mostly made of teakwood thus they are very durable. Originally, there was a partition to separate the house which was partly rented at a time but, later, it was removed when the shop was expanded. The front entrance was changed from wooden folded door to steel stretch door to facilitate business activities; the multi-purpose courtyard is sheltered to prevent the rain; the house was repainted in 2014.
Siriban Shop is situated at a street corner. It is a 2-storey shophouse, rectangular plan, the architecture is a mixture of Neoclassical, Chinese, and Modern styles featuring stucco decorated pediment and moldings, parapet around the flat concrete roof, and multi-purpose courtyard with a well based on Chinese beliefs. Building design is suitable for the rainy and hot climate of the South. At present, the front part of the ground floor is used as stationery shop and upper floor is storage; the rear is used as storage, accommodation rooms, and kitchen where old style stove is still used.
Siriban Shop is a commendable example of shophouse conservation which has become a learning center on history and development of Thap Thiang. It also inspires other owners of old shophouses to conserve their heritage homes rather than demolishing them. Furthermore, apart from the values of authenticity and continuous use, this house is also important as the birthplace of Ms. Chiranan Pitpreecha, S.E.A. Write Poet.








เคหสถานและบ้านเรือนเอกชน
บ้านเวฬุวัน
อ่านรายละเอียด
บ้านเวฬุวัน
- ที่ตั้ง เลขที่ 47/6 หมู่ 1 ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
- สถาปนิก/ผู้ออกแบบ กี นิมมานเหมินท์
- ผู้ครอบครอง ทายาทของนายกี และนางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2475 – 2480
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2560
- ประเภท อาคารเคหสถานและบ้านเรือนเอกชน
บ้านเวฬุวัน ตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 7 กิโลเมตร เจ้าของคือ นายกี และนางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ ซึ่งได้เริ่มบุกเบิกพื้นที่เมื่อประมาณช่วงพ.ศ. 2470 เพื่อพัฒนาเป็นสวนผลไม้และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เนื่องจากนางกิมฮ้อพอใจพื้นที่แห่งนี้มากเพราะตั้งอยู่บนเนินเขามีธรรมชาติที่งดงาม มีลำธารไหลผ่าน ในเวลาต่อมานายกี และนางกิมฮ้อตกลงสร้างบ้านพักแบบแคลิฟอร์เนียในสวนแห่งนี้ โดยนายกีเป็นผู้คัดเลือกแบบแปลนบ้านจากแคตตาล็อกต่างประเทศและปรับปรุงแบบให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศตามสมควร มีช่างก่อสร้างเป็นคนจีนฝีมือดีจากกรุงเทพมหานคร ส่วนวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ และเหล็ก ขนส่งมาจากกรุงเทพมหานครโดยทางรถไฟ นอกจากจะเป็นบ้านพักอาศัยของตระกูลนิมมาน เหมินท์แล้ว บ้านเวฬุวันยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือเคยเป็นที่พักของ Mr. Harrold Mason Young มิชชันนารีชาวอเมริกัน ผู้มาทำสวนสัตว์แห่งแรกในเชียงใหม่ ซึ่งเช่าเป็นที่พักอาศัยในช่วงพ.ศ. 2493 – 2500 นอกจากนี้บ้านเวฬุวันยังเคยใช้เป็นสถานที่เจรจาการวางอาวุธระหว่างทหารพันธมิตรกับญี่ปุ่นที่เชียงใหม่อีกด้วย
บ้านเวฬุวัน เป็นบ้าน 2 ชั้น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงปั้นหยา ผนังไม้สัก ชั้นล่างประกอบด้วยห้องรับแขก ห้องรับประทานอาหาร ห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น และครัว ส่วนชั้นบนประกอบด้วยห้องนอน 2 ห้อง ห้องเสื้อผ้า และระเบียง 2 ด้าน ถือได้ว่าบ้านเวฬุวันเป็นบ้านแบบตะวันตกหลังแรก ๆ ที่สร้างในเมืองเชียงใหม่นอกเหนือจากบ้านของเจ้านายฝ่ายเหนือ เช่น คุ้มเจดีย์กิ่ว คุ้มเจ้าราชบุตร และคุ้มรินแก้วที่ก่อสร้างในช่วงเวลาเดียวกัน โดยอาคารทั้งหมดต่างได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลซึ่งได้รับความนิยมในยุคนั้น
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบ้านเวฬุวันได้รับการดูแลรักษาให้ใกล้เคียงกับสภาพเดิมมากที่สุด บริเวณบ้านยังคงสภาพสวนป่าธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์ อาจกล่าวได้ว่าเป็นสวนป่าตามธรรมชาติที่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่ที่สุดแห่งหนึ่ง และเนื่องจากสวนแห่งนี้มีต้นไผ่มากจึงตั้งชื่อว่า “สวนเวฬุวัน”
“เป็นบ้านพักตากอากาศแบบโคโลเนียลอเมริกันที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ ซึ่งหลงเหลืออยู่ไม่มากนักในประเทศไทย และหวังว่าจะมีการใช้งานต่อเนื่องต่อไปในอนาคตโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนวัสดุหรือรูปแบบองค์ประกอบภายในอาคาร”
(ความคิดเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Ban Weluwan
- Location: No. 47/6 Mu 1, Tambon Suthep, Amphoe Mueang, Chiang Mai
- Architect/Designer: Kee Nimmanheminda
- Proprietor: Heirs of Mr. Kee and Mrs. Kimho Nimmanheminda
- Construction Date: 1932 – 1937
- Conservation Awarded Date: 2017
- Category: Private residences
Ban Weluwan (Weluwan House) is situated at foothill of Doi Suthep mountain, approximately 7 kilometers from Chiang Mai city center. The house belongs to Mr. Kee and Mrs. Kimho Nimmanheminda, who began to develop the land around 1927 as a fruit orchard and recreational area because Mrs. Kimho found the place very pleasant with beautiful mountain scenery and a stream running through the site. Later, they decided to build a Californian style house here based on the design that Mr. Kee adapted from foreign catalogues. Builders were hired from Bangkok, who were fine Chinese craftspeople; building materials such as cement and steel were transported from Bangkok by train. Apart from being a residence of Nimmanheminda family, this house is historically important as a residence of Mr. Harold Mason Young, an American missionary, founder of Chiang Mai Zoo, who rented the house between 1950 – 1957. This house was also used as a venue for Lay Down Arms Talks between the Allies and Japan in Chiang Mai.
Ban Weluwan is a 2-storey reinforced concrete building, hip roof, and teakwood walls. The ground floor consists of a guest reception room, dining room, study, living room, and kitchen; the upper floor consists of 2 bedrooms, a clothes room, and balconies on 2 sides. This is one of the Western style houses in Chiang Mai apart from other royal family houses, for instance, Khum Chedi Kiu, Khum Chao Rachabut, and Khum Rin Kaeo, which were contemporary with Weluwan House. These houses were influenced by colonial style architecture which was popular in those days.
Along the course of time, Ban Weluwan has been conserved to retain most of its original characteristics. The grounds remain a verdant natural forest, one of the natural forests near the city of Chiang Mai. The abundant of bamboos is the source of its name “Weluwan” (Bamboo Forest).
“This house is an American colonial style resort in its complete condition, which is rare to find in Thailand. It is hoped that the house will continue its function without changes to the materials or interior elements”.
(Opinion of the Judging Committee)

บ้านตานิด
อ่านรายละเอียด
บ้านตานิด
- ที่ตั้ง เลขที่ 40 หมู่ 2 ตำบลกระแชง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
- ผู้ครอบครอง ครอบครัว เจริญไทยทวี
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2492
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2560
- ประเภท อาคารเคหสถานและบ้านเรือนเอกชน
บ้านตานิด เป็นงานปรับปรุงบ้านเก่าซึ่งสร้างขึ้นโดย อุบาสิกาสมปอง เจริญไทยทวี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณชุมชนตลาดน้ำบ้านกระแชง ซึ่งมีเรือนแพค้าขายเรียงรายอยู่ตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำ
โดยบ้านที่สร้างขึ้นใช้เป็นที่อยู่อาศัยและดำเนินกิจการค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคของครอบครัวเจริญไทยทวี รวมทั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำมันเชลล์ ให้แก่เรือโดยสารและเรือรับจ้างทั่วไปในละแวกนั้น ซึ่งกิจการค้านับว่ารุ่งเรืองมากในสมัยนั้น จนกระทั่งมีถนนตัดผ่านส่งผลให้วิถีชีวิตชาวตลาดน้ำ รวมทั้งแพปั๊มน้ำมันและการค้าขายของครอบครัวเจริญไทยทวีเริ่มสูญหายไปพร้อมกับความเจริญที่เข้ามาแทนที่ตั้งแต่พุทธศักราช 2523 ต่อมาบุตรชายคนโตคือศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณนายแพทย์ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี และบุตรชายคนรองคือ กำนันวาณิช เจริญไทยทวี เป็นผู้ได้รับมรดกดูแลบ้านสืบทอดมาและส่งต่อมาจนถึงทายาทรุ่นที่ 3 ในปัจจุบัน หลังจากผ่านน้ำท่วมใหญ่ระหว่างพุทธศักราช 2553 – 2554 บ้านหลังนี้ก็ถึงคราวต้องปรับปรุงครั้งใหญ่
แต่จากสภาพบ้านที่ใหญ่โตกว้างขวางเกินจำนวนของผู้อยู่อาศัยที่ต่างก็แยกย้ายกันไป ประกอบกับความต้องการของทายาทที่อยากให้บ้านมีชีวิตชีวา และเพื่อให้อาคารได้รับการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว บ้านตานิด จึงได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นที่พักมาตรฐานจำนวน 5 ห้อง ภายใต้แนวคิด ง่าย ๆ สบาย ๆ แบบบ้านเรา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2559 หลังจากการปรับปรุงฟื้นฟูอยู่ราว 3 ปีเศษ ตั้งแต่ปลายพุทธศักราช 2555
บ้านตานิด เป็นบ้านไม้สักทอง 2 ชั้น หลังคาจั่ว โครงสร้างเป็นเสาไม้จำนวน 300 ต้น รองรับตัวบ้าน พื้นที่ชั้นล่างแบ่งเป็นห้องพัก โถงกลาง ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ และโถงบันได ด้านหน้าที่ติดแม่น้ำมีระเบียงไม้กว้างโดยรอบ พื้นที่ชั้นบนแบ่งเป็นห้องนอนของเจ้าของบ้านจำนวน 3 ห้อง พร้อมระเบียงไม้ ราวกันตกและลูกกรงเป็นไม้ ผนังภายนอกอาคารเป็นผนังไม้ตีซ้อนเกล็ดตามนอน บานประตูชั้นล่างเป็นบานเฟี้ยมไม้ ส่วนหน้าต่างเป็นบานไม้เปิดคู่ เหนือประตูและหน้าต่างมีทั้งที่เป็นช่องลมและกระจกสี การตกแต่งภายในใช้เครื่องเรือนเดิมเป็นส่วนใหญ่ งานจัดสวนไม้ดอกไม้ประดับเน้นเฉพาะไม้ไทยและไม้หอมต่าง ๆ
บ้านตานิด แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงฟื้นฟูที่สามารถรักษาคุณค่าทางสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเอาไว้ได้ และส่วนต่อเติม เช่น ห้องน้ำ ครัว และพื้นที่นอกชานก็ได้รับการออกแบบที่เหมาะสม กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ถือเป็นตัวอย่างการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่ทำให้เห็นถึงร่องรอยประวัติศาสตร์ อาคารและสิ่งปลูกสร้าง วิถีชีวิต และสังคมของชุมชนริมน้ำเจ้าพระยาเมื่อ 70 ปีที่ผ่านมา
“มีการต่อเติม แต่ยังคงรักษาสภาพแวดล้อมโดยรวมของอาคารไว้ได้ การใช้งานแม้จะมีการเพิ่มบทบาทพาณิชยกรรมบางส่วน เช่น ห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นไปภายใต้บรรยากาศของความเป็นบ้านริมน้ำในชุมชนชานเมือง”
(ความคิดเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Ban Ta Nit
- Location: No. 40 Mu 2, Tambon Krachaeng, Amphoe Sam Khok, Pathum Thani
- Proprietor: Charoenthaithawi family
- Construction Date: 1949
- Conservation Awarded Date: 2017
- Category: Private residences
Ban Ta Nit (Ta Nit’s House) is a renovation of an old house built by Ubasika Sompong Charoenthaithawi. The house is situated on the bank of Chaophraya River in Ban Krachaeng Water Market community which had raft shops located along the riverside. This house was built as a residence and shop for wholesale business of Charoenthaithawi family, as well as a Shell petrol station selling fuel to passenger boats and other boats in the area. The business was very prosperous in those days until the road was built, causing change to the water market people’s way of life, resulting in the decline of the petrol raft and business of the Charoenthaithawi family until it was closed down in 1980. Later, the eldest son, Emeritus Professor Dr. Pradit Charoenthaithawi and the second son, Kamnan (Subdistrict Headman) Wanit Charoenthaithawi inherited the house, then it was handed down to the 3rd generation at present. After the big flood in 2010 – 2011, the house needed a total renovation but since the house is larger than the number of residents at present, yet the owner still wants to revitalize the place and to keep it in continuous maintenance, Ban Ta Nit was adapted as a standard 5-room guesthouse by the concept “simple and comfortable like our own home”. The project initiation was on 6th February 2016, then the renovation was carried out for approximately 3 years until completion in late 2012.
Ban Ta Nit is a 2-storey golden teak wooden house with gable roof; the structure consists of 300 wooden columns. The ground floor consists of accommodation rooms, main hall, kitchen, living room, restrooms, and staircase hall; to the front on riverside is a large wooden deck; second floor are 3 rooms of the owner, wooden balcony with wooden balustrades; exterior walls are horizontal overlapped wood planks; the ground floor door is folded door, wooden double windows, with fanlights of openwork designs and colored glass panels. Interior furniture is mostly original. The landscaping emphasizes Thai plants and fragrant plants.
Ban Ta Nit renovation aimed to conserve the values of original architecture whereas additions such as restrooms, kitchen, and open deck were designed to be harmonized with the environment. This is a good example of cultural heritage conservation that reflects the traces of history, buildings, way of life, and society of Chaophraya River communities of 70 years in the past.
“The house has added parts but still retains its overall environment. Even though some commercial activities were added such as tourists’ accommodation rooms, the atmosphere of waterfront house in suburban community is still well-conserved”.
(Opinion of the Judging Committee)

ปูชนียสถานและวัดวาอาราม
พระวิหารลายคำสุชาดา วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
พระวิหารลายคำสุชาดา วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม
- ที่ตั้ง วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม พระอารามหลวง ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
- ผู้ครอบครอง วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม พระอารามหลวง
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2463
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2560
- ประเภท อาคารปูชนียสถานและวัดวาอาราม
วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม ตั้งอยู่บนเนินดินสูง ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1223 สมัยพระเจ้าอนันตยศ เดิมชื่อว่า วัดพระแก้วดอนเต้า หรือ วัดพระแก้ว เนื่องจากเคยเป็นสถานที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตในสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกนเป็นเวลานานถึง 32 ปีก่อนที่จะย้ายไปประดิษฐาน ณ เมืองเชียงใหม่ วัดพระแก้วดอนเต้าได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ต่อมาในพ.ศ. 2527 ได้รวมเข้ากับวัดสุชาดาราม ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของวัดพระแก้วดอนเต้าให้เป็นวัดเดียวกัน แล้วเรียกชื่อวัดใหม่ว่า วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม สำหรับพระวิหารลายคำสุชาดา สันนิษฐานว่าสร้างโดยเจ้าวรญาณรังษี เจ้าผู้ครองนครลำปาง
ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 25 จากแผ่นป้ายไม้ที่ติดอยู่บริเวณหน้าบันภายในพระวิหาร กล่าวถึงประวัติของพระวิหารหลังนี้ ความว่า “วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๓ จ.ศ. ๑๒๘๒ ปีวอก เดือน ๕ เหนือ ขึ้น ๘ ค่ำ ศรัทธาส่างอะริยะ แม่คำศุข แม่บัวคำและบุตรทุกคนได้สละทรัพย์สร้างพระวิหารฺ โบสถ์ กำแพง กุฏิ ถวายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ จ.ศ. ๑๒๘๔ ปีจอเดือน ๘ เหนือ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ได้บริจาคทรัพย์ รวมทั้งสร้างพระเจดีย์เป็นเงิน ๓๙,๓๔๐ บาท” จากประวัติที่เขียนอยู่บนแผ่นป้ายนี้ ตรงกับสมัยเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์ต่อ ๆ มา แสดงว่าในสมัยเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต ได้มีผู้ศรัทธาร่วมกันปฏิสังขรณ์พระวิหารขึ้นใหม่ ปัจจุบันพระวิหารลายคำสุชาดาใช้เป็นที่ทำบุญตักบาตร เจริญวิปัสสนากรรมฐาน และเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของช่างในอดีตที่ยังคงรักษาอนุรักษ์รูปแบบเดิมซึ่งเหลือเพียงไม่กี่แห่งในจังหวัดลำปาง
พระวิหารลายคำสุชาดา เป็นอาคารชั้นเดียวยกพื้นครึ่งปูนครึ่งไม้ กว้าง 12 เมตร ยาว 27 เมตร ด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันออก เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสีหะเชียงแสน โครงสร้างหลังคาเป็นแบบม้าตั่งไหม ที่มีการถ่ายทอดน้ำหนักจากหลังคาวิหารลงมาตามส่วนของขื่อต่างๆ ลงสู่เสาและหลังคาปีกนกด้านล่าง
2 ข้าง หลังคาด้านหน้าซ้อนสามชั้น และส่วนด้านหลังซ้อนกันสองชั้น การประกอบส่วนของหลังคาทั้งหมดใช้ลิ่มไม้เป็นตัวยึด ไม่มีการใช้ตะปู เสาและขื่อเขียนลายทองเป็นที่มาของชื่อวิหารลายคำ อีกทั้งปิดทองล่องชาดเป็นลวดลายพรรณพฤกษา มีจิตรกรรมฝาผนังเป็นเรื่องราวชาดก และเรื่องนรก ด้านหน้าอาคารมีบันได และสิงห์คู่ปูนปั้นประดับอยู่บนเสาขนาบประตูทางเข้า
พระวิหารลายคำสุชาดา ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการอนุรักษ์ศาสนสถานที่ทรงคุณค่าทางด้านศิลปะที่สะท้อนภาพวิถีชีวิตแบบล้านนาและวัฒนธรรมของภาคเหนือได้เป็นอย่างดี สามารถรักษาองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของพระวิหารซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม
“เป็นการรักษาสภาพและคุณค่าของอาคารเดิมไว้ได้ดี เป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์โบราณสถานที่ยังคงมีการใช้งานอย่างต่อเนื่องซึ่งดำเนินการโดยวัดและช่างท้องถิ่น โดยไม่ขัดแย้งกับหลักเกณฑ์และกระบวนการทางกฎหมาย”
(ความคิดเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)






อาคารโวทานธรรมสภา
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
อาคารโวทานธรรมสภา
- ที่ตั้ง วัดเชิงท่า ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี
- ผู้ครอบครอง วัดเชิงท่า
- ปีที่สร้าง พ.ศ. 2464
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2560
- ประเภท อาคารปูชนียสถานและวัดวาอาราม
อาคารโวทานธรรมสภาสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. 2464 ครั้งสมัยพระครูสมณคุตเป็นเจ้าอาวาส เพื่อเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมแห่งแรกของจังหวัดลพบุรี ต่อมาในพ.ศ. 2468 สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จตรวจการคณะสงฆ์ในส่วนภูมิภาคและได้เสด็จมา ณ อาคารหลังนี้ด้วย หลังจากนั้นใน พ.ศ. 2490 ได้ยกเลิกการใช้งานอาคารไปเนื่องจากมีความชำรุดทรุดโทรม ต่อมากรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติเมื่อ พ.ศ. 2531 แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการอนุรักษ์แต่อย่างใด จนมาถึงในสมัยของพระครูโสภณธรรมรัต อดีตเจ้าอาวาสวัดเชิงท่า ท่านได้เห็นถึงความสำคัญและต้องการที่จะอนุรักษ์อาคารไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ศึกษาโดยยังไม่ได้กำหนดหน้าที่ใช้สอยอาคารหลังการปรับปรุงฟื้นฟู ด้วยต้องการรีบอนุรักษ์ให้เสร็จก่อนเนื่องจากอาคารอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก และได้รับคำแนะนำของ อาจารย์ภูธร ภูมะธน ประธานชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานและสิ่งแวดล้อม จังหวัดลพบุรี ในช่วงเวลานั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงฟื้นฟูอาคารใน พ.ศ. 2550 และการดำเนินการแล้วเสร็จในอีก 3 ปีต่อมา
อาคารโวทานธรรมสภาเป็นอาคารไม้แบบโคโลเนียล มีใต้ถุนสูงเพื่อระบายอากาศและลดความชื้นที่ขึ้นมาจากดินและเพื่อหลีกเลี่ยงน้ำท่วมอาคารเนื่องจากวัดเชิงท่าตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำลพบุรี ตัวอาคารใช้ไม้เป็นวัสดุหลักทั้งในส่วนฝาผนังภายนอกและภายใน ประตู หน้าต่าง พื้น และฝ้าเพดานเป็นไม้ ตกแต่งด้วยลายไม้ฉลุแบบสถาปัตยกรรมของชาวตะวันตก สำหรับการอนุรักษ์ใช้วิธีการปรับปรุงและนำกลับมาใช้สอยใหม่ (Adaptive Reuse) เพื่อให้อาคารแข็งแรงทนทาน รองรับประโยชน์ใช้สอยใหม่ โดยการรักษาโครงสร้างไม้เดิมไว้เพื่อยึดโครงสร้างหลังคาและพื้นอาคาร มีการก่อกำแพงบริเวณใต้ถุนอาคารเนื่องจากต้องการพื้นที่ใช้สอยเพิ่มเติม โดยไม่ได้ยกอาคารขึ้นแต่เลือกใช้วิธีลดระดับพื้นดินในเขตอาคารลงเพื่อรองรับการใช้งานได้อย่างสะดวก เพราะต้องการรักษาสัดส่วนความสูงของอาคารเดิมไว้ อาคารกว้าง 9 เมตร ยาว 20 เมตร มีพื้นที่ใช้สอยรวม 320 ตารางเมตร พื้นที่ใช้สอยชั้นบนเป็นที่สักการะบูชาพระครูโสภณธรรมรัต และพื้นที่จัดแสดงศิลปวัตถุ ส่วนพื้นที่ใต้ถุนอาคารจะเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนและจัดแสดงศิลปวัตถุต่อไปในอนาคต
อาคารโวทานธรรมสภาถือเป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วม โดยทางวัดได้รับเงินบริจาคเพื่อการปรับปรุงฟื้นฟูจำนวนทั้งสิ้น 3.5 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากแรงศรัทธาของชาวชุมชนวัดเชิงท่าและ
ชาวลพบุรี ส่วนการปรับปรุงฟื้นฟูอาคารได้รับความร่วมมือจากทหารช่างในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ดำเนินการร่วมกับผู้รับเหมาท้องถิ่น ทำให้อาคารโวทานธรรมสภาสามารถรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และสังคมในฐานะพื้นที่แห่งการรวมศูนย์และยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชุมชนมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ศิลปวัตถุสำหรับคนท้องถิ่นและผู้มาเยี่ยมเยือน ทำให้เกิดความตระหนักรู้และสนับสนุนการรักษาศาสนสถานอีกด้วย
“มีการปรับเปลี่ยนทางขึ้นด้านหน้าและบริเวณใต้ถุน แต่ยังแสดงถึงการอนุรักษ์โบราณสถานและ
การปรับเปลี่ยนการใช้งานที่เหมาะสม โดยเฉพาะการคำนึงถึงผลกระทบจากน้ำท่วมและความชื้นจากที่ตั้งริมแม่น้ำและวิธีการแก้ไขปัญหา” (ความคิดเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Wothanthammasapha Building
- Location: Wat Choeng Tha, Tambon Tha Hin, Amphoe Mueang Lop Buri, Lop Buri
- Proprietor: Wat Choeng Tha
- Construction Date: 1921
- Conservation Awarded Date: 2017
- Category: Places of worship and monasteries
Wothanthammasapha Building was built in 1921 when Phra Khru Samanakhut was the Abbot as the first school of Buddhist teachings in Lop Buri. In 1925, the Supreme Patriarch Krommaphraya Wachirayanwarorot on his inspection trip to visit the Sangha in the provinces also visited this building. In 1947, the use of the building was suspended due to its deteriorating condition. Later, the Fine Arts Department had the building registered as National Monument in 1988, but it was still kept in the same condition without any conservation treatments until Phra Khru Sophonthammarat, the former Abbot, perceived the values of the building and wanted to urgently conserve it since it was in a seriously decayed state even though the function after conservation was not decided upon. The venerable monk was advised by Mr. Phuthon Phumathon, President of the Monuments, Ancient Objects, and Environment Conservation Club of Lop Buri during that time and began to conserve and renovate the building in 2007, which was completed 3 years later.
Wothanthammasapha Building is a wooden building, colonial style, high-raised floor to allow airflow and avoid the flood because the temple is adjacent to Lop Buri River. The building is almost entirely built of wood as seen in the exterior and interior walls, doors, windows, floors, and ceilings, decorated with Western style perforated wood designs. The conservation scheme was by adaptive reuse concept, which included conservation of the original wood structure which supports the roof and the floor, adding walls to the underfloor area to get more functional space, lowering the ground floor level instead of raising the floor in order to keep the original height of the building. The size of the building is 9×20 meters, 320 sq.ms. functional floor area. The upper floor is a worshipping hall for Phra Khru Sophonthammarat, and exhibition area for art objects; the ground floor is community learning center, and, in the future, exhibition of art objects will be held.
Wothanthammasapha Building is an example of conservation by participation because the temple had received 3.5 million THB funding from the local people of Wat Choeng Tha area and people from other parts of Lop Buri. Conservation work was carried out by engineering soldiers of Lop Buri in collaboration with local constructors. Consequently, Wothanthammasapha Building has successfully conserved its values in history, architecture, and society as the center for gathering and spiritual cooperation from the past to the present. Furthermore, this is a learning center on art objects for local people and visitors to gain awareness and to cooperate in conservation of religious places.
“Although the front entrance and underfloor area have been changed, the conservation and adaptation of use are clearly expressed, especially the consideration on flood effects and ground moisture due to the building’s location on riverbank, including problem-solving schemes.”
(Opinion of the Judging Committee)

ประเภทชุมชน
ชุมชนตลาดโบราณหล่มเก่า
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ชุมชนตลาดโบราณหล่มเก่า
- ที่ตั้ง ตำบลหล่มเก่า อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2560
- ประเภท ชุมชน
เมืองหล่มเก่าเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ประชากรส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากชาวลาวที่อพยพหนีภัยสงครามมาในอดีต โดยรวมกันมาหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มชาวเมืองหลวงพระบาง กลุ่มชาวเวียงจันทน์ กลุ่มชาวพวนจากแขวงเชียงขวาง และกลุ่มชาวไชยบุรี คนเหล่านั้นเรียกชุมชนของตนเองว่า “เมืองลุ่ม” หรือ “เมืองหล่ม” ด้วยเหตุนี้รากฐานทางวัฒนธรรมของคนหล่มเก่าจึงมีส่วนผสมของคนไทยและลาว มีวิถีชีวิต สำเนียงภาษา อาหาร ประเพณี ความเชื่อ และศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่เรียกกันว่า “ชาวไทหล่ม” นอกจากนี้ยังมีความงดงามทางสถาปัตยกรรมของอาคารบ้านเรือน อาคารทางศาสนา รวมทั้งพื้นที่เกษตรกรรม เนื่องจากเมืองหล่มเก่าไม่มีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่มากนัก ส่งผลให้เมืองหล่มเก่ายังเป็นเมืองเล็กที่สงบเงียบสามารถรักษามรดกทางวัฒนธรรมของตนเองได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามอาคารและสิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าหลายแห่งในชุมชนตลาดโบราณหล่มเก่ามีสภาพทรุดโทรมและอาจต้องถูกรื้อถอนลง ดังนั้นในพ.ศ. 2555 เทศบาลตำบลหล่มเก่าโดยนางวาสนา ธีรนิติ (นายกเทศมนตรีตำบลหล่มเก่า) นายประเสริฐ ฤกษ์สำเริง (นักวิชาการอิสระ) และคณาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รวมกลุ่มกันภายใต้ชื่อ “คณะทำงานชุมชนยั่งยืน” และได้ริเริ่มโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูเมือง หล่มเก่าขึ้น โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกในคุณค่าของมรดกวัฒนธรรม และให้ชาวบ้าน นักวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และพัฒนาชุมชนตลาดโบราณหล่มเก่า มีการดำเนินการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว
“การอนุรักษ์แม้จะทำได้ดีเพียงด้านหน้าอาคารแต่มีความเหมาะสม เช่น การซ่อมแซมหลังคาและการทาสีอาคารให้กลมกลืนกับของเดิม โดยหวังว่าจะมีการอนุรักษ์ภายในอาคารให้มากขึ้นด้วยความร่วมมือของท้องถิ่นและชุมชน”
(ความคิดเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)
Lom Kao Ancient Market Community
- Location: Tambon Lom Kao, Amphoe Lom Kao, Phetchabun
- Conservation Awarded Date: 2017
- Category: Communities
Lom Kao is a historic town dated to Sukhothai period. Its people are mostly descendants of Laos refugees who fled from wars in ancient times, including many groups, for instance, Vientiane people, Phuan people from Xiangkhoung, and Sainyabuli people who called their community “Mueang Lum” or “Mueang Lom”. Cultural foundation of Lom Kao people is; therefore, a mixture of Thai and Laos reflected in the way of life, dialect, food, traditions, beliefs, and art and culture which are unique to the ethnic group of “Tai Lom” people. Furthermore, the architectural and scenic beauty of houses, religious buildings, and agricultural areas are the outstanding attractions of the place because Lom Kao has no large development projects thus it has admirably retained its peaceful historic atmosphere. Nevertheless, several buildings and structures which are valuable heritage places have deteriorated with time and are at risks of being demolished, therefore, in 2012, Lom Kao Municipality by Mrs. Watsana Theeraniti (Mayor of Lom Kao Subdistrict Municipality) and Mr. Prasert Roeksamroeng (independent scholar), and a group of teachers from Faculty of Architecture, Rajamangala University Thanyaburi formed a working group called “Sustainable Community Working Group” and initiated the Lom Kao Conservation and Revitalization Project. The objectives of the project were to build awareness on cultural heritage values and to create an opportunity for local people, scholars, local administrative organizations, and stakeholders to participate in the conservation and development of Lom Kao Ancient Market Community. The project was carried out through several activities to achieve its goal.
“Although the project has been successful only in conservation of building facades, the process and implementation were appropriate, such as roof repairing and repainting the buildings to harmonize with the originals. It is hoped that further work will be carried out, for instance, conservation of the interiors, by collaboration between local administrative sector and the community”.
(Opinion of the Judging Committee)





ประเภทบุคคล
นายมาระกุ มัตติลา
อ่านรายละเอียด
นายมาระกุ มัตติลา
- ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2560
- ประเภท บุคคล
มาระกุ มัตติลา เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และสถาปนิกชาวฟินแลนด์ ที่เชี่ยวชาญในการศึกษาวิจัยสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ผ่านกระบวนการสำรวจรังวัด ผู้พัฒนาวิธีการบันทึกข้อมูลทางสถาปัตยกรรมซึ่งสามารถทำได้โดยง่าย แต่ได้คุณภาพในระดับสูงที่เรียกว่า VERNADOC และสร้างเครือข่ายของคนทำงานด้านนี้ในรูปแบบของอาสาสมัครนานาชาติ โดยประเทศไทยได้รับเอาเทคนิค VERNADOC นี้มาใช้อย่างหลากหลายมากที่สุดเมื่อเทียบกับเครือข่ายทั่วโลก ผ่านการจัดค่ายฝึกอบรมของสมาคมสถาปนิกสยามฯ ในนาม ASA VERNADOC และสถาบันการศึกษาที่สอนวิชาสถาปัตยกรรม
นอกจากจะรับเชิญเป็นวิทยากรเพื่อฝึกอบรมให้ ASA VERNADOC ในปี พ.ศ. 2550 แล้ว มาระกุยังอาสาสมัครร่วมค่าย VERNADOC ในประเทศไทยด้วยตัวเองอีกถึง 3 ครั้ง ได้แก่ Thai VERNADOC 2007, RSU VERNADOC 2013 และ ASCC VERNADOC 2014 โดยมุ่งหวังที่จะถ่ายทอดความรู้ให้กับเครือข่ายในประเทศไทยที่สนใจได้นำไปปรับใช้ให้กว้างขวางเป็นประโยชน์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
นอกจากนี้ยังเป็นผู้สนับสนุน และเปิดโอกาสให้กับผู้เคยผ่านค่าย VERNADOC จากประเทศไทย ได้มีส่วนร่วมงานในระดับสากลผ่านคณะกรรมการวิชาการอิโคโมสสากลว่าด้วยสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น (ICOMOS-CIAV) ทั้งในฐานะผู้เชี่ยวชาญ และอาสาสมัครทุกครั้งที่จัดค่าย CIAV VERNADOC ได้แก่ CIAV VERNADOC 2010, Sweden, CIAV VERNADOC 2012, UAE., และ CIAV VERNADOC 2013, Portugal ยังผลให้อาสาสมัครจากไทยได้รับประสบการณ์ที่มากพอ จนสามารถรับเป็นเจ้าภาพจัดค่าย CIAV VERNADOC 2015, Thailand ได้อย่างภาคภูมิ
จากหลักการทำงานด้วยวิธี VERNADOC ที่มาระกุได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนรวม 4 ขั้นตอน คือ 1. การจัดค่ายสำรวจรังวัดและเขียนแบบ 2 สัปดาห์ในพื้นที่ 2. การจัดแสดงนิทรรศการในพื้นที่ 3. การจัดสัมมนา 1 วัน และ 4. การจัดพิมพ์ผลงานเผยแพร่ ได้ผลักดันให้เครือข่ายในประเทศไทยทำการสำรวจรังวัด จัดนิทรรศการ และตีพิมพ์ผลงานเผยแพร่ กันอย่างแพร่หลายจนได้รับความสนใจจากสังคม อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และเป็นที่ประจักษ์ว่าวิธีการทำงานที่เขาได้พัฒนาขึ้นนี้เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะมีส่วนช่วยสังคมไทยในการธำรงรักษาความรู้จากสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของไทยให้ยั่งยืนสืบไปได้อย่างเป็นรูปธรรม
ปีเกิด
2495 ที่เมือง Tampere ประเทศฟินแลนด์
ประวัติการศึกษา
2539-2540 ศึกษาหลักสูตรการปกป้องและการบูรณะตึก มหาวิทยาลัยแทมเปเร ประเทศฟินแลนด์ (TUT)
2538-2539 ศึกษาหลักสูตรการพัฒนาเทคโนโลยีของเรือนไม้ ที่เรโนวา (องค์กรด้านการศึกษา)
2536 ศึกษาการออกแบบเรือนไม้ด้วยเทคโนโลยีทางสถาปัตยกรรม ณ SAFA (สมาคมสถาปนิกชาวฟินนิช)
2533 สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งกรุงเฮลซิงกิ
ประวัติการทำงาน
2550-ปัจจุบัน อาจารย์ที่ University of Industrial Arts Helsinki (UIAH, today in AU)
2544-ปัจจุบัน อาจารย์และนักวิจัยที่ Tampere University of Technology (TUT)
2536- ปัจจุบัน อาจารย์และนักวิจัยที่ Helsinki University of Technology (HUT, today Aalto University, AU)
2519-2536 สถาปนิกหลายบริษัทในประเทศฟินแลนด์
สมาชิก
1. สภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (International Council of Monuments and Sites (ICOMOS)
2. Talonpoikaiskulttuurisäätiö (สถาบันวัฒนธรรมชนบท ณ ประเทศฟินแลนด์)
3. Pyöreän Tornin Kilta (เข้าร่วมเครือข่ายนักเรียน HUT ในสมาคมทางด้านวัฒนธรรม)
รางวัล
1. CIAV Award, (Architects – school pupil’s co-operation team in Ruovesi Finland) ในปี 2550
2. Wood of Finland – international competition, shared main award (working team) ในปี 2539
หนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์
1. ITALAIN VERNADOC 2558
2. Pre VERNADOC 2545, (in co-operation with Aaro Söderlund)
3. Maramures VERNADOC 2555, (in co-operation with Laura Zaharia)
4. KYLÄKOULUT, Finn VERNADOC 2554
5. CIAV VERNADOC 2553
6. KIVINAVETAT, Finn VERNADOC 2552
7. Ruovesi-Murole ympäristöelokuu, Finn VERNADOCs 2006 and 2550
8. VERNADOC 254
Mr. Markku Mattila
- Conservation Awarded Date: 2017
- Category: Architectural Conservation Award, Individual Category

ประเภทองค์กร
กองทุนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม
อ่านรายละเอียด
กองทุนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม
- ปีที่ได้รับรางวัล: พ.ศ. 2560
- ประเภท : องค์กร
สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้สนับสนุนการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของประเทศไทยผ่านกองทุนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาเพื่อการอนุรักษ์ทางวัฒนธรรม (The U.S. Ambassadors Fund for Cultural Preservation (AFCP) ซึ่งกองทุนนี้ก่อตั้งขึ้นในพุทธศักราช 2544 โดยมีจุดประสงค์ให้เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้สนับสนุนงบประมาณตั้งแต่ 10,000 – 200,000 เหรียญสหรัฐ เพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมหรือการเก็บบันทึกข้อมูลทางวัฒนธรรมที่อาจจะสูญหายได้ โดยการสนับสนุนแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ตามหลักเกณฑ์การอนุรักษ์ระดับสากล ดังนี้
1. พื้นที่ทางวัฒนธรรม เป้าหมายคือการอนุรักษ์สิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์และสถานที่ทางโบราณคดี รวมถึงการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณคดี และเอกสารทางประวัติศาสตร์
2. โบราณวัตถุหรือทรัพยากรทางวัฒนธรรม โดยไม่ใช่เพียงการจัดเก็บวัตถุจากพิพิธภัณฑ์ แหล่งขุดค้น หรือภาพเขียน ประติมากรรม และจารึกทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิธีการอนุรักษ์อย่างถูกวิธีที่ประกอบด้วยการประเมินคุณค่าและคำนึงถึงปัจจัยสภาพแวดล้อมในการวางแผนการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ด้วยการเก็บหรือจัดแสดงไว้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม รวมถึงการฝึกอบรมพิเศษในการดูแลวัตถุ
3. รูปแบบของการแสดงออกทางวัฒนธรรม เช่น ดนตรี ภาษา และงานศิลปะพื้นเมือง โดยใช้การบันทึกในรูปแบบของเอกสารและโสตวัสดุเพื่อนำไปสู่การเผยแพร่วัฒนธรรมในวงกว้าง เพื่อเป็นการสนับสนุนการอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างยั่งยืนก่อนที่จะสูญหายไป
ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้ให้การสนับสนุนการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของประเทศไทยผ่านโครงการต่าง ๆ จำนวนทั้งสิ้น 14 โครงการ อาทิเช่น
1. งานอนุรักษ์และบริหารจัดการเพิงผาบ้านไร่และเพิงผาถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์เพิงผาทั้งสองแห่งในเขตที่ราบสูงของไทยซึ่ง เต็มไปด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมและมีระบบนิเวศที่เปราะบาง
2. การสำรวจและลงบันทึกอาคารทางประวัติศาสตร์บนถนนเจริญกรุงด้านทิศเหนือ โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบันทึก ประเมินคุณค่า และเสนอแนวทางอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าของไทยซึ่งอาจสูญหายไปเนื่องจากแผนการก่อสร้างเส้นทางรถไฟใต้ดินในย่านที่เก่าแก่และมีเสน่ห์ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร
3. โครงการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดมหาสารคาม โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกอบรมชาวบ้านท้องถิ่นให้มองเห็นคุณค่าและรู้จักรักษาภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่วัดโพธาราม และวัดป่าเรไร ซึ่งจะช่วยให้ภาพจิตรกรรมเหล่านี้ดำรงอยู่ต่อไปเพื่อเล่าขานเรื่องราวแก่ชนรุ่นหลัง โครงการบันทึกข้อมูลทางสถาปัตยกรรมแบบอิสลามในภาคใต้ของไทย
4. โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยอนุรักษ์สถาปัตยกรรมทางภาคใต้ที่มีคุณค่าด้วยการสำรวจ บันทึก และจัดนิทรรศการเพื่อแสดงให้เห็นรูปแบบสถาปัตยกรรมไม้แบบอิสลามที่ได้รับอิทธิพลจากชวาและบาหลี และอาคารก่ออิฐถือปูนที่มีซุ้มประตูโค้งแบบโกธิคหรือออตโตมัน (เติร์ก) ในยุคหลัง ๆ 5. โครงการอนุรักษ์จิตกรรมฝาผนัง วัดบ้านก่อ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง
5. โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยอนุรักษ์ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่พระรูปหนึ่งได้วาดภาพเหล่านี้ไว้ในพุทธศักราช 2478 ซึ่งภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้ถือว่ามีความโดด เด่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย
THAILAND’s Ambassadors Fund for Cultural Preservation (AFCP)
- Conservation Awarded Date: 2017
- Architectural Conservation Award, Organization Category
