รางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2561

ประเภทอาคาร

อาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ

อาคารหอประชุมเกษตรกลางบางเขน

อ่านเพิ่มเติม

อาคารหอประชุมเกษตรกลางบางเขน

  • ที่ตั้ง เลขที่ 50 ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
  • สถาปนิก/ผู้ออกแบบ ศิริชัย นฤมิตรเรขการ
  • ผู้ครอบครอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • ปีที่สร้าง พ.ศ. 2497 – 2500
  • สถาปนิก / ผู้ออกแบบอนุรักษ์ ศรุติ โพธิ์ไทร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี และจตุพล อังศุเวช
  • ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2561
  • ประเภท อาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ

อาคารหอประชุมเกษตรกลางบางเขน เริ่มก่อสร้างและมีพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2497 โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม สร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2500 เพื่อใช้เพื่อเป็นสถานที่รับพระราชทานปริญญาบัตร ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2519 มีการต่อเติมอาคารบริเวณพื้นที่ทางเดินข้างส่วนหอประชุมเพื่อใช้เป็นพื้นที่พักคอยและจัดเลี้ยงระหว่างพักการแสดงซึ่งเป็นการใช้สอยที่เพิ่มขึ้นมา หลังจากนั้นในพ.ศ. 2555 – 2556 มีการบูรณะซ่อมแซมอาคาร แบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การบูรณะศิลปกรรมลายปูนปั้นประดับหลังคา และการบูรณะสถาปัตยกรรมที่ชำรุดเสียหายและปรับปรุงให้เหมาะสมกับการใช้งานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมโดยไม่เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอก นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง
ภูมิสถาปัตยกรรมโดยรอบอาคารให้เหมาะสมกับการใช้งานอีกด้วย

อาคารหอประชุมเกษตรกลางบางเขน เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก เสาเข็มซุงไม้เนื้อแข็งยาว 17 เมตร อาคารกว้าง 59.40 เมตร ยาว 64.55 เมตร และสูง 24 เมตร มีรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบโมเดิร์น ในแนวไทยประยุกต์ ซึ่งนิยมในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองระหว่างพ.ศ. 2475 – 2500 สอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและการพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย อาคารมีความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา เน้นประโยชน์ใช้สอย ลดการประดับประดาหรือองค์ประกอบตกแต่ง การวางผังมีลักษณะสมมาตร มีทางเข้าหลักอยู่ทางทิศตะวันออก หันเข้าหาสระน้ำ อาคารหอประชุมเป็นอาคาร 3 ชั้น พื้นที่ชั้น 1 เป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมกึ่งสาธารณะ ประกอบด้วยห้องประชุมใหญ่ 500 ที่นั่ง ห้องนิทรรศการหมุนเวียน หอประวัติ และห้องรับรองขนาดเล็ก พื้นที่ชั้น 2 ประกอบด้วยห้องประชุม ห้องพิธีการและห้องจัดเลี้ยง ส่วนพื้นที่ชั้น 3 เป็นพื้นที่รับรองพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้านายชั้นสูง

อาคารหอประชุมเกษตรกลางบางเขน เป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์อาคารยุคโมเดิร์นในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการรักษาคุณค่าทางศิลปกรรม คุณค่าทางสถาปัตยกรรม คุณค่าทางวิชาการ และคุณค่าทางสังคม ทำให้อาคารสามารถรักษาบทบาทการเป็นศูนย์รวม เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้อย่างน่าชื่นชม

Main Auditorium, Kasetsart University Bangkhen Campus

  • Location: No. 50 Ngamwongwan Road, Khwaeng Lat Yao, Khet Chatuchak, Bangkok
  • Architect/Designer: Sirichai Naruemitrekhakan
  • Proprietor: Kasetsart University
  • Construction Date: 1954 – 1957
  • Architects/Conservation Designers: Saruti Phosai, Asst. Prof. Thitiwut Chaisawatari, and Chatuphon Angsuwet
  • Conservation Awarded Date: 2018
  • Category: Institutions and public buildings

The Main Auditorium, Kasetsart University Bangkhen Campus was constructed in 1954. The Foundation Stone Laying Ceremony was held on 18th April 1954, presided over by Field Marshal P. Phibunsongkhram. and construction was completed in 1957. At the beginning, the hall was used for holding the Graduation Ceremony, and later in 1976, the building was extended to the side to serve as waiting area and reception hall for performance events.
A major restoration was carried out during 2012 – 2013, which included restoration of decorative stuccos on the roof, repair of damaged parts of the building and interior renovation while conserving the original architectural features. The landscape around the building was also renovated to suit the requirements of that time.

The Main Auditorium, Kasetsart University Bangkhen Campus is a reinforced concrete building, the foundation is made of 17 meters long wooden log piling; the size of the building is 59.40×64.55 meters, 24 meters high, Modern architecture with applied Thai style, which was popular in the Democratization period circa 1932 – 1957, which signifies the time of change and modernization of the country. The building is simple and straightforward, emphasizing functionality, with reductions on decorative elements. The planning is symmetrical; the main entrance is to the east which opens to a pond. The building is 3-storeyed, the first floor is a semi-public area consisting of a 500-seat auditorium, temporary exhibition hall, Hall of Fame, and a small reception room; the second floor consists of meeting rooms, ceremonial room, and banquet hall; and the third floor it’s the reception hall for royal family members.

The Main Auditorium, Kasetsart University Bangkhen Campus is an example of Modern architecture conservation in Thailand that has considered the preservation of values in art, architecture, academic, and social aspects. Consequently, the building has commendably kept its role as the center and symbolic building of the university.


อาคารสถานีตำรวจภูธรอำเภอสรรพยา (โรงพักเก่า)

อ่านเพิ่มเติม

อาคารสถานีตำรวจภูธรอำเภอสรรพยา (โรงพักเก่า)

  • ที่ตั้ง เลขที่ 320 หมู่ที่ 4 ตำบลสรรพยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท
  • ผู้ครอบครอง สถานีตำรวจภูธรสรรพยา
  • ปีที่สร้าง พ.ศ. 2444
  • สถาปนิก/ผู้ออกแบบอนุรักษ์ ฐากูร ลีลาวาปะ ตฤณ เดี่ยวตระกูล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปูรณ์ ขวัญสุวรรณ และบริษัท K2Exhibit จำกัด
  • ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2561
  • ประเภท อาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ

อาคารสถานีตำรวจภูธรอำเภอสรรพยา (โรงพักเก่า) สร้างขึ้นในสมัยของพันตำรวจเอกพระยาสกล สรศิลป์เป็นผู้บังคับการมณฑลนครสวรรค์และพระยาศรีสิทธิกรรมเป็นนายอำเภอสรรพยา ในอดีตชาวบ้าน ยังนิยมเดินทางสัญจรกันไปทางเรือ โรงพักเก่าสรรพยาจึงปลูกสร้างอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณปากทางเข้าตลาดสรรพยา ด้วยสภาพบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงขยายตัวมากขึ้นจึงมีการสร้างอาคารสถานีตำรวจหลังใหม่บริเวณริมคลองชลประทานใกล้กับที่ว่าการอำเภอสรรพยาตั้งแต่กลางพุทธศักราช 2530 โรงพักเก่าสรรพยาจึงได้ยุติบทบาทการรับใช้ประชาชน สภาพอาคารเริ่มทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา แต่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงและทางตำรวจได้ช่วยกันดูแลรักษาไว้ จนกระทั่งเกิดความร่วมมือกันระหว่างสถานีตำรวจภูธรอำเภอสรรพยา เทศบาลตำบลสรรพยา ประชาชนในชุมชนตลาดสรรพยาและอำเภอสรรพยาได้ร่วมกันผลักดันจนเกิดการอนุรักษ์โรงพักเก่าสรรพยาเพื่อเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของชุมชน

อาคารสถานีตำรวจภูธรอำเภอสรรพยา (โรงพักเก่า) เป็นอาคารไม้ยกพื้นสูง หลังคาปั้นหยามีมุขหน้าเป็นหลังคาจั่ว มุงด้วยกระเบื้องว่าวซีเมนต์ เสาไม้เต็งตั้งอยู่บนเสาตอม่อก่ออิฐฉาบด้วยปูนหมักปูนตำ ฝาไม้กระยาเลย พื้นเป็นไม้ตะแบก ผังพื้นอาคารมีลักษณะสมมาตร มุขหน้าเป็นระเบียงโปร่งโล่งอยู่ตรงกลางมีบันไดทางขึ้นทั้ง 2 ด้าน ภายในอาคารเป็นห้องโถง มีการแยกระดับพื้นเป็น 3 ระดับเพื่อแบ่งการใช้พื้นที่ มีผนังปิดล้อมอาคาร 3 ด้าน ผนังแต่ละด้านมีหน้าต่างบานกระทุ้งไม้ด้านละ 4 บาน เหนือผนังมีช่องระบายอากาศเป็นไม้ระแนงตีไขว้กันโดยรอบ เสาไม้คู่ด้านหน้ามีการเซาะร่อง มีเส้นบัวไม้คาดสอดรับกับแนวช่องไม้ฉลุซึ่งเป็นลายที่ช่างในท้องถิ่นเรียกว่า “ลายนกฮูก”

อาคารสถานีตำรวจภูธรอำเภอสรรพยา (โรงพักเก่า) ได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมตามหลักวิชาการโดยการรักษาส่วนประกอบของอาคารที่มีสภาพสมบูรณ์ร่วมกับการซ่อมแซมส่วนที่ผุพัง นอกจากจะใช้จัดแสดงภาพถ่ายเก่า ประวัติความเป็นมาของอาคาร และแผนที่มรดกวัฒนธรรมของชุมชนตลาดสรรพยาแล้ว อาคารหลังนี้ยังใช้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนประเด็นการพัฒนาตำบลสรรพยา เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในชุมชนอีกด้วย

“เป็นการอนุรักษ์โดยชุมชนร่วมกับหลายภาคส่วนเป็นจุดเด่น และมีความถูกต้องตามหลักวิชาการอนุรักษ์สามารถคงรูปแบบเดิมไว้ได้

(ความเห็นของคณะกรรมการตัดสิน)

Amphoe Sapphaya Provincial Police Station (Old Police Station)

  • Location: No. 320 Mu 4, Tambon Sapphaya, Amphoe Sapphaya, Chai Nat
  • Proprietor: Sapphaya Provincial Police Station
  • Construction Date: 1901
  • Architects/Conservation Designers: Thakun Lilawapa, Trin Diaotrakun, Asst. Prof Dr. Pun Khwansuwan, and K2Exhibit Co.,Ltd.
  • Conservation Awarded Date: 2018
  • Category: Institutions and public buildings

Amphoe Sapphaya Provincial Police Station (Old Police Station) was built during the time that Police Colonel Phraya Sakonsorasin was the Police Commander of Monthon Nakhon Sawan region, and Phraya Sisitthikam was the District Chief. In the past, people usually communicated by boat, thus Sapphaya Old Police Station was built on the bank of Chaophraya River at the entrance to Sapphaya Market. When the town developed and expanded, a new police station was built by an irrigation canal near the District Office of Amphoe Sapphaya in 2476, therefore, the Old Police Station ceased its service, and the building was abandoned to deterioration until there was a conservation movement by collaboration of Sapphaya Provincial Police Station, Tambon Sapphaya Subdistrict Municipality, and local people of Sapphaya Market and Amphoe Sapphaya to conserve the building as a learning center of the community.

Amphoe Sapphaya Provincial Police Station (Old Police Station) is a wooden building on high-raised floor, hip roof with a front gable porch, rhombus cement tiles; the columns are shorea wood installed on brick column bases which are lime-plastered in traditional technique; the walls are miscellaneous wood; floors are Thai crape myrtle wood. The planning is symmetrical, the front porch is an open porch situated at center, accessible by 2 staircases from each side; the interior consists of a hall, the floor is raised in 3 levels to differentiate uses, there are walls on 3 sides, each of which has 4 awning wooden windows with ventilation panels of diagonal wood design on top; the 2 front columns are grooved, decorated with moldings to harmonize with the openwork of “owl design”.

Amphoe Sapphaya Provincial Police Station (Old Police Station) has been conserved by scientific methods carried out by preserving the building parts which are in good condition and repairing the decayed parts. When the conservation was completed, apart from being used for exhibiting old photographs, history of the building, and cultural map of Sapphaya Market community, this building also serves as activities center and meeting place for exchanging views on development of Tambon Sapphaya to promote democracy and good governance in the community.

“This is an outstanding conservation project carried out by cooperation between several sectors, implemented by the correct conservation methodology to conserve the original features.”

(Opinion of the Judging Committee)


เรือนพ่อคง

อ่านเพิ่มเติม

เรือนพ่อคง

  • ที่ตั้ง เลขที่ 340 ถนนสุรนารายณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัด นครราชสีมา
  • สถาปนิก/ผู้ออกแบบ พ่อคง โชตินอก และช่างพิมพ์
  • ผู้ครอบครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
  • ปีที่สร้าง พ.ศ. 2448
  • สถาปนิก/ผู้ออกแบบอนุรักษ์ ดร. ดุลพิชัย โกมลวานิช
  • ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2561
  • ประเภท อาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ

เรือนพ่อคง สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. 2448 ณ หมู่บ้านตะคร้อ ตำบลเมืองคง อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นบ้านพักอาศัยของครอบครัวพ่อคงและแม่พุ่ม โชตินอก และลูกหลานได้อยู่ต่อเนื่องกันมาถึง 4 รุ่น เนื่องจากพ่อคงเป็นคนขยันมีความมุมานะในการถากถางผืนป่ารกเพื่อสร้างผืนนา เมื่อมีที่นามากจึงทำนาได้ข้าวมาก จนเป็นผู้มีฐานะจากการทำนา เรือนหลังนี้จึงเป็นจิตวิญญาณและภูมิปัญญาในอดีตของชาวนาโคราชกว่าร้อยปีมาแล้ว มาจนในพ.ศ. 2559 ได้มีการย้ายเรือนพ่อคงมาปรุงขึ้นใหม่ภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยคณะศิษย์เก่าโรงเรียนฝึกหัดครู วิทยาลัยครู สถาบันราชภัฏ และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ที่ได้ร่วมกันบริจาคเพื่อจัดสร้างให้เป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความกตัญญูต่อสถาบันการศึกษาและแผ่นดินเมืองโคราช มุ่งหวังให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และประเพณีท้องถิ่น รวมถึงเป็นเรือนครูที่สามารถสะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาของช่างท้องถิ่นโคราชได้

เรือนพ่อคงเป็นเรือนไม้พื้นถิ่นยกใต้ถุนสูง ลักษณะเป็นเรือนจั่วแฝดที่มีเรือนนอน 2 หลังขนานกัน มีชานหรือโถงกั้นกลาง ซึ่งเป็นลักษณะที่โดดเด่นแตกต่างจากเรือนทั่วไปที่จะทำเป็นสามจั่วในพื้นที่ใช้สอยที่เท่ากัน แต่ยังคงรักษารูปแบบผังพื้นเรือนไว้แบบเดิมคือมี 3 ระดับ โดยขยายขนาดหลังคาจั่วแฝดให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด แล้วกำหนดให้มีรางน้ำเพียงจุดเดียวบริเวณแนวกลางของโถง เพื่อบังคับทิศทางการไหลของน้ำฝนไปยังภาชนะรองรับสำหรับใช้อุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง

เรือนพ่อคงได้รับการอนุรักษ์ตามหลักวิชาการด้วยการสำรวจเก็บข้อมูลประวัติความเป็นมา ขนาดขององค์ประกอบต่างๆ และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนของการรื้อ ขนย้าย และปรุงขึ้นใหม่ตามตำแหน่งองค์ประกอบเดิมทั้งหมดได้ ส่วนที่ชำรุดและขาดหายจะทำขึ้นใหม่และเติมให้ครบทุกส่วน ทำให้เรือนพ่อคงกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวโคราชในรูปแบบพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่เปิดกว้างสำหรับบุคคลทั่วไปได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ หรือพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย

Ruean Pho Khong

  • Location: No. 340 Suranarai Road, Tambon Nai Mueang, Ampho Mueang, Nakhon Ratchasima
  • Architects/Conservation Designers: Pho Khong Chotnok and Chang Phim
  • Proprietor: Nakhon Ratchasima Rajabhat University
  • Construction Date: 1905
  • Architects/Conservation Designers: Dr. Dulpichai Komolvanich
  • Conservation Awarded Date: 2018
  • Category: Institutions and public buildings

Ruean Pho Khong (Mr. Khong’s House) was built in 1905 at Ban Takhro village, Tambon Mueang Khong, Amphoe Khong, Nakhon Ratchasima as a residence of Mr. Khong and Mrs. Phum Chotnok and their family and descendants who had lived in this house for 4 generations. Mr. Khong was a diligent person who perseveringly cleared the forest land to develop into rice fields, which continuously expanded until he became a wealthy farmer. His house is, therefore, a result of determination, spirit and wisdom of a farmer of 100 years ago. In 2016, Ruean Pho Khong was relocated to the campus of Nakhon Ratchasima Rajabhat University, funded by the Alumni of Teachers’ College, the Teachers’ College, Rajabhat Universities, and Nakhon Ratchasima Rajabhat University who regarded this house as a memorial place of educational institutions and Nakhon Ratchasima. The relocation was intended to make this house a learning center on way of life, art, culture, and local traditions, as well as being an exemplary vernacular house which reflects the wisdom of Khorat craftspeople.

Ruean Pho Khong is a vernacular house with raised floor, twin-gable style of parallel bedroom houses connected by a middle deck, which is a special characteristic that differs from the common 3-gable type. The traditional planning, however, has been kept as seen in the 3-level floors sheltered under extended gable roofs. The gutter between the roofs is made for collecting rainwater in rainy season to be used in dry season.

Conservation of Ruean Pho Khong was carried out by scientific conservation methods including studying and collecting information on history, sizes and designs of all elements, before dismantling, moving, as reassembling. The damaged or lost parts were replaced by new elements of the same designs. Consequently, Ruean Pho Khong has become a site museum and learning center on history, architecture, and local wisdom of Khorat people where all visitors are welcome to visit, learn, and enjoy.


อาคารพาณิชย์

อาคารห้างหุ้นส่วนจำกัด เอี๊ยะเซ้งกงษี

อ่านเพิ่มเติม

อาคารห้างหุ้นส่วนจำกัด เอี๊ยะเซ้งกงษี

  • ที่ตั้ง บ้านเลขที่ 403 405 776 และ 778 ถนนเจริญกรุง เขตป้อมปรามศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร
  • ผู้ครอบครอง ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอี๊ยะเซ้งกงษี
  • ปีที่สร้าง พ.ศ. 2476
  • สถาปนิก/ผู้ออกแบบอนุรักษ์ ปริญญา สมบัติวัฒนกุล
  • ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2561
  • ประเภท อาคารพาณิชย์

ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอี๊ยะเซ้งกงษี ก่อตั้งโดยนายบักเกว้ง แซ่เตีย เมื่อพ.ศ. 2464 ในช่วงปลายรัชกาลที่ 6 แรกเริ่มเดิมทีห้างหุ้นส่วนจำกัด เอี๊ยะเซ้งกงษี เป็นเพียงบ้านไม้ชั้นเดียวเล็ก ๆ บนที่ดินหัวมุมข้างวัดมังกรกมลาวาส เริ่มต้นทำการค้าขายกระดาษไหว้เจ้า ธูปเทียน และนํ้าแข็งไส ต่อมาได้ขยายกิจการโดยนำสินค้าอุปโภค บริโภค และสินค้าทางการเกษตรชนิดต่าง ๆ เข้ามาขายเพิ่มเติม เมื่อกิจการเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น นายบักเกว้ง แซ่เตีย และนางสาวแฉ่ง สาขากร ผู้เป็นเจ้าของที่ดิน จึงได้ร่วมกันก่อสร้างอาคารบนที่ดินผืนนี้ ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 403 และ 405 ชั้น 1 เป็นร้านค้าปลีก ชั้น 2 และ 3 เป็นที่อยู่อาศัย ส่วนบ้านเลขที่ 776 และ 778 เป็นโกดังสินค้า

อาคารห้างหุ้นส่วนจำกัด เอี๊ยะเซ้งกงษี เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 ชั้น บนพื้นที่ 47 ตารางวา สถาปัตยกรรมเป็นแบบโมเดิร์น ที่พัฒนาการรูปแบบมาจากอาคารพาณิชย์ในย่านการค้าของชาวจีน การกำหนดรูปแบบภายนอกอาคารมีการอุปมาอุปมัยอาคารเสมือนเป็นเรือสำเภาซึ่งเป็นพาหนะขนส่งสินค้าของชาวจีนตั้งแต่สมัยโบราณ หัวของเรือสำเภาคือบริเวณหัวมุมอาคาร โดยเฉพาะบริเวณระเบียงชั้น 2 ตรงตำแหน่งหัวมุมจะมีลวดลายปูนมากกว่าบริเวณอื่น และเมื่อมองจากภายนอกระเบียงที่ยื่นออกมาจากแต่ละชั้นจะมีมุมองศาความเฉียงที่ไม่เท่ากัน และระยะการยื่นออกมาจากตัวอาคารก็ไม่เท่ากัน เปรียบเสมือนระดับชั้นของเรือสำเภา ส่วนตัวระเบียงลูกกรงคอนกรีตชั้น 2 แต่ละช่วงจะมีเสาคู่เป็นแนวเขตกั้น ซึ่งเสาคู่เปรียบเสมือนเป็นกระโดงเรือ ส่วนระเบียงชั้น 3 และดาดฟ้าจะมีเพียงเสา 1 ต้นเป็นแนวเขตกั้นเท่านั้น ส่วนภายในของตัวอาคาร พื้นปูด้วยแผ่นคอนกรีตรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดซึ่งเป็นความเชื่อแต่โบราณว่าเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของเงินตรา ในแต่ละห้องการวางองศาของสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดไม่เท่ากัน มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้สึกว่าอาคารมีการเคลื่อนไหวเปรียบเสมือนการไหลเวียนของเงินตรา และเรือสำเภาได้ออกสู่ท้องทะเลเพื่อทำการค้าขาย เสาและคานทุกต้นออกแบบให้ลบเหลี่ยมออกทั้งหมดเพื่อป้องกันการวิ่งชนหรือกระแทกของผู้อยู่อาศัย และคนงานในขณะทำการขนย้ายสินค้า หากมองในแง่ของศาสตร์ฮวงจุ้ย เหลี่ยมของเสาเปรียบเสมือนปลายหอกแหลมคมที่พุ่งเข้าใส่ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นเหตุให้มีการทะเลาะเบาะแว้งหรือเกิดการเจ็บป่วยแก่ผู้อยู่อาศัย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอี๊ยะเซ้งกงษี ได้สืบต่อกิจการค้าปลีกและดูแลรักษาอาคารไว้เป็นอย่างดี ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมของชาวจีนย่านเยาวราช รวมทั้งเป็นแหล่งความรู้เพื่อการศึกษาศาสตร์ทางด้านฮวงจุ้ยอีกด้วย

Eah Seng Kongsi Limited Partnership Building

  • Location: No. 403, 405, 776, and 778 Chroen Krung Road, Khet Pom Prap Satru Phai, Bangkok
  • Proprietor: Eah Seng Kongsi Limited Partnership
  • Construction Date: 1933
  • Architect/Conservation Designer: Parinya Sombatwatthanakul
  • Conservation Awarded Date: 2018
  • Category: Commercial buildings

Eah Seng Kongsi Limited Partnership was founded by Mr. Bakkweng Tia in 1921, late King Rama VI’s reign. At first the shop was a small single storey wooden house situated near Wat Mangkon Kamalawat, selling papers for Chinese religious rituals, incense, candles, and grated ice desserts. Later the business expanded by selling consumer products and agricultural products. When the business became prosperous, Mr. Bakkweng Tia and Miss Chaeng Sakhakon, the landowner, cooperated in building the new business house on the same piece of land. At present, the ground floor of Nos. 403 and 405 is a retail shop, 2nd and 3rd floor are residential areas; nos. 776 and 778 are storage houses.

Eah Seng Kongsi Limited Partnership building is a 3-storey building situated on a 188 sq.ms. land, The architecture is Modern style developed from shophouses in Chinese commercial area, the building image is a metaphorical Chinese junk ship which is the maritime vehicle for transporting goods of the ancient Chinese, that is, the bow of the ship is the corner of the building, especially at the 2nd floor where the decorations are more prominent than other parts; the projected balcony of each floor is at different angle and distance from the building, reflecting the decks of the ship; the cement balustrade of the 2nd floor is divided into blocks, between the blocks are double columns which represent the posts of the ship, whereas the 3rd floor balcony and the deck have single columns as separators. The interior floors are paved with rhombus concrete tiles, the ancient symbol of money, and the angle of paving is different from room to room to create dynamism comparable to the movement of money, as well as symbolizing the sailing of junk in the sea. All the columns and beams are beveled cornered to prevent serious injury of people who may bump into them, especially the workers during loading goods, on the other hand, from the Feng Shui viewpoint, the sharp corners of these elements are metaphorically the pointing spearheads that could cause arguments or illnesses to the residents.

Through the course of time, Eah Seng Kongsi Limited Partnership has continued its retail business and conserved the building in good condition. It is regarded as a cultural and architectural heritage building of the Chinese in Yaowarat, especially in terms of Feng Shui application to architectural design.


อาคาร a.e.y.space

อ่านเพิ่มเติม

อาคาร a.e.y.space

  • ที่ตั้ง เลขที่ 140-142 ถนนนางงาม ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
  • ผู้ครอบครอง ปกรณ์ รุจิระวิไล
  • ปีที่สร้าง พ.ศ. 2463-2467
  • สถาปนิก/ผู้ออกแบบอนุรักษ์ ปกรณ์ รุจิระวิไล
  • ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2561
  • ประเภท อาคารพาณิชย์

อาคาร a.e.y.space เป็นตึกแถว 2 คูหา รูปแบบสถาปัตยกรรมจีนผสมยุโรป ตั้งอยู่ที่ถนนนางงาม เมืองเก่าสงขลา สร้างขึ้นในยุคที่การค้าขายในเมืองสงขลาได้รับความนิยมสูงสุด ในอดีตตึกแถวคูหาหนึ่ง เคยเป็น ร้านหน่ำเด่า ภัตตาคารอาหารฝรั่งโดยกุ๊กชาวจีน เป็นสถานที่จัดงานเต้นรำและเลี้ยงสังสรรค์ ส่วนอีกคูหาหนึ่งเป็น ร้านฮับเซ่ง ร้านน้ำชาเก่าแก่ของเมือง ซึ่งทั้ง 2 ร้านทำการค้าเอื้อเฟื้อเกื้อหนุนกัน
เป็นความสัมพันธ์ที่หาได้ยากในปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อาคารทั้ง 2 คูหาได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมเรื่อยมา ทำให้เห็นถึงศิลปะการตกแต่งในแต่ละยุคสมัย ร้านหน่ำเด่ามีการตกแต่งใหม่ในยุคปี 2500 กรอบหน้าต่างบานใหญ่กระจกนูนสี่เหลี่ยมได้เข้ามาทดแทนหน้าต่างบานสูงพร้อมราวระเบียงกันตกอย่างที่นิยมกันในอดีตซึ่งยังปรากฏอยู่ในตึกแถวอีกคูหาหนึ่งอย่างสมบูรณ์ หลังจากที่ร้านหน่ำเด่าและร้านฮับเซ่งปิดตัวลง เจ้าของตึกแถวก็ให้คนเช่าทำเป็นร้านอาหาร จนกระทั่งพ.ศ. 2555 คุณปกรณ์ รุจิระวิไล ได้ซื้อตึกจากเจ้าของเดิมและเริ่มปรับปรุงฟื้นฟูอาคารเรื่อยมาจนเสร็จสมบูรณ์ในพ.ศ. 2560 โดยการรักษาโครงสร้างเดิมและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมภายนอกอาคารทั้งหมดไว้

อาคาร a.e.y.space เป็นตึกแถว 2 ชั้น ความยาว 25 เมตร ความกว้างคูหาละ 5 เมตร รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 500 ตารางเมตร อาคารแบ่งเป็นตึกด้านหน้าและตึกแถวด้านหลัง เชื่อมติดต่อกันโดยช่องประตูใหญ่กลางบ้าน โครงสร้างอาคารชั้นล่างเป็นผนังรับน้ำหนัก โครงสร้างอาคารชั้นบนและหลังคาเป็นไม้ ตึกแถวด้านหน้ามีช่องทางเดินใต้อาคาร (หง่อคาขี่) เชื่อมตึกแถวทั้ง 2 คูหาเข้าไว้ด้วยกัน ประตูด้านหน้าเป็นบานเฟี้ยมไม้แบบเดิม มีการกั้นผนังด้วยประตูเหล็กกรุกระจกอีกชั้นด้านใน มีการตกแต่งด้วยคิ้วปูนบริเวณช่องหน้าต่าง และช่องลมไม้ฉลุลาย บริเวณกลางบ้านมีช่องแสงเพื่อให้ความสว่างกับพื้นที่ภายใน ด้านหลังตึกแถวมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ พื้นที่ใช้สอยชั้นล่างประกอบด้วยพื้นที่ส่งเสริมงานศิลปะ (Art Space) ลักษณะเป็นรูปตัวแอล ยาวไปถึงด้านหลัง สามารถเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมและเสวนากลุ่ม ห้องเก็บของขนาดใหญ่ และห้องพักผ่อน ส่วนพื้นที่ใช้สอยชั้นบนเป็นห้องพัก 2 ห้อง สำหรับศิลปินต่างถิ่นมาทำงานศิลปะโดยได้รับแรงบันดาลใจจากการมาพักและใช้ชีวิตในเมืองสงขลา และสามารถแสดงงานในพื้นที่ชั้นล่างได้

อาคาร a.e.y.space เป็นตัวอย่างของการรักษาตึกแถวเก่าโดยการปรับปรุงฟื้นฟูให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรม ตลอดจนการพัฒนาเมืองสงขลาในยุคที่ความเจริญรุ่งเรืองจากตะวันตกมีอิทธิพลต่ออาคารจีนพาณิชย์ เป็นตัวอย่างให้เจ้าของอาคารเก่าหลายๆ หลังในพื้นที่ได้เห็นถึงคุณค่าของการอนุรักษ์ และในขณะเดียวกันก็สามารถปรับใช้อาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับยุคสมัยปัจจุบัน

a.e.y.space Building

  • Location: No.140-142 Nang Ngam Road, Tambon Bo Yang, Amphoe Mueang, Songkhla
  • Proprietor: Pakon Ruchirawilai
  • Construction Date: 1920 – 1924
  • Architect/Conservation Designer: Pakon Ruchirawilai
  • Conservation Awarded Date: 2018
  • Category: Commercial buildings

a.e.y.space Building is a 2-unit shop house, mixed Chinese-European style, situated on Nang Ngam Road, Songkhla Old Town. It was built when the business in Songkhla was at its prime. In the past, one of the shop unit was Nam Dao Restaurant, a Western restaurant with Chinese chefs where dancing and parties were held, the other shop was Hab Seng Tea House, an old tea shop. These two shops collaborated with each other in business which is rare to find nowadays. Along the course of time, these shops had been renovated to be streamlined with the fashion of the period, for instance, Nam Dao Restaurant’s renovation in 1957 introduced large window frames with beveled rims glass panels to replace the original high windows with railings which still completely remain in the other shop. After Nam Dao and Hab Seng closed down, the owner of the building rented it to a new tenant who used the place as a restaurant. In 2012, Mr. Pakon Ruchirawilai bought the building and began to renovate it by conserving the original structure and all exterior architectural features until completion in 2017.

a.e.y.space Building is 2-storey, 25 meters long, each shop unit is 5 meters wide, total area approximately 500 sq.m. The building is divided into 2 parts, the front and the rear, which are connected by a large door in the middle of the building. Lower floor structure is wall-bearing, upper floor and roof are wooden. The building front is a colonnade corridor; front doors are folded doors, with another iron doors with glass panels inside. Windows are decorated with moldings and ventilation openings are perforated wood. The middle part of the building is light well. There is a large well to the rear of the building. At present, the lower floor consists of a large L-shaped Art Space that extends to the back which can be adjusted for group activities and discussions, a large storage, and living room. The upper floor consists of 2 accommodation rooms for visiting artists who come to stay in Songkhla for work and inspiration. The lower floor also serves as exhibition area for art works.

a.e.y.space Building is an example of shop house conservation by adaptive reuse as a learning place of art and architecture, as well as being a testimony of the development of Songkhla when Western civilization came and had influence on Chinese shop houses. This is an inspiration for other owners of old buildings to perceive the values of conservation and adaptation of old buildings for present use.


เคหะสถานและบ้านเรือนเอกชน

คุ้มหลวงเมืองลำพูน

อ่านเพิ่มเติม

คุ้มหลวงเมืองลำพูน

  • ที่ตั้ง ถนนอินทยงยศ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
  • สถาปนิก/ผู้ออกแบบ หม่อมเจ้าทองแกมแก้ว ทองใหญ่
  • ผู้ครอบครอง ทายาทเจ้าจักรคำขจรศักดิ์
  • ปีที่สร้าง พ.ศ. 2482
  • ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2561
  • ประเภท อาคารเคหสถานและบ้านเรือนเอกชน

พลตรี มหาอำมาตย์โท เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าหลวงผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 10 (องค์สุดท้าย) ให้สร้างคุ้มหลวงหลังใหม่เป็นอาคารตึกแทนคุ้มหลวงหลังเดิมที่เป็นไม้ ณ บริเวณคุ้มกลางเวียง ออกแบบโดยหม่อมเจ้าทองแกมแก้ว ทองใหญ่ ผู้เป็นลูกเขย และได้ช่างชาวจีนจากกรุงเทพมหานครมาทำการก่อสร้าง แต่ก่อสร้างไม่ทันเสร็จสมบูรณ์ช่างชาวจีนก็ขอลากลับไป จึงได้ช่างพื้นเมืองชาวลำพูนมาก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ และจัดให้มีงานทำบุญฉลองคุ้มหลังใหม่เมื่อ พ.ศ. 2482 เมื่อสิ้นเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ใน พ.ศ. 2486 ชายาและโอรสธิดาได้แยกย้ายไปอาศัยอยู่ที่อื่น จึงปิดคุ้มหลวงนี้ไว้ระยะหนึ่ง จนเมื่อเจ้าพงษ์ธาดา ณ ลำพูน โอรสของเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ได้ลาออกจากราชการจึงได้พาครอบครัวมาอาศัยในคุ้มหลวงนี้ตั้งแต่พ.ศ. 2492 ปัจจุบันผู้พักอาศัยและดูแลคือธิดาของเจ้าพงษ์ธาดา เจ้าสารินี (ณ ลำพูน) กลิ่นนาค และครอบครัว นอกจากตัวคุ้มหลวงซึ่งเป็นอาคารหลักแล้ว ภายในบริเวณยังมีอาคารประกอบอื่น ๆ อีก ได้แก่ ครัวไฟ อาคารหอถังสูง สำหรับเก็บน้ำ อาคารเครื่องปั่นไฟ โรงรถ และอาคารซึ่งเป็นที่ตั้งพระโกศเจ้าจักรคำขจรศักดิ์

คุ้มหลวงเมืองลำพูนเป็นอาคารตึก 2 ชั้น รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล หลังคาปั้นหยามุงกระเบื้องซีเมนต์ปลายตัด พร้อมหอคอยคู่รูปแปดเหลี่ยมมุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์ มุขหน้าทำเป็นหน้าจั่ว ประดับปูนปั้นเป็นรูปช้างชูงวงสองตัว ตรงกลางเป็นรูปจักรพร้อมอักษร “จค” ซึ่งเป็นอักษรย่อของพระนามเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เสาด้านหน้าเป็นเสากลมขนาดเล็กรับซุ้มโค้งแบบฝรั่ง โครงสร้างอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังก่ออิฐถือปูน พื้นไม้ ฝ้าเพดานไม้ ประตูหน้าและประตูห้องต่าง ๆ ทำเป็นประตู 2 ชั้น เป็นประตูบานเปิดคู่ลูกฟักไม้บานทึบชั้นหนึ่ง และมีบานเลื่อนอีกชั้นหนึ่ง ตัวบานเลื่อนเข้าไปเก็บในช่องของผนังก่ออิฐที่ทำเป็นผนังสองชั้น และยังใช้งานได้ดีทุกบาน เครื่องเรือนส่วนใหญ่เป็นเครื่องเรือนเดิมตั้งแต่ครั้งเจ้าพงษ์ธาดาเข้ามาอยู่อาศัย

คุ้มหลวงเมืองลำพูนมีคุณค่าในประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และสังคม เนื่องจากเป็นทั้งที่พำนักและที่ว่าการของเจ้าหลวงผู้ปกครองนครลำพูน เป็นอาคารที่ออกแบบและก่อสร้างอย่างทันสมัยในยุคนั้น มีการจัดทำระบบประปาและไฟฟ้าขึ้นใช้เอง การก่อสร้างประณีตพิถีพิถันโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานไม้ และยังเป็นอาคารที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการผลักดันนโยบายด้านการอนุรักษ์เมืองเก่าลำพูนทั้งทางด้านสถาปัตยกรรมเมืองและชุมชน เพราะเป็นความภาคภูมิใจของคนลำพูน ตลอดจนภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในสังคมคนลำพูนตระหนักถึงในฐานะมรดกวัฒนธรรมสำคัญ

Khum Luang Mueang Lamphun

  • Location: Inthayongyot Road, Amphoe Mueang, Lamphun
  • Architect/Designer: M.C. Thongkaemkaew Thongyai
  • Proprietor: Heirs of Chao Chakkhamkhachonsak
  • Construction Date: 1939
  • Conservation Awarded Date: 2018
  • Category: Private residences

Major General Maha Ammat Tho Chao Chakkhamkhachonsak, the 10th Lord of Lamphun (the last Lord), had his new palace built of brick masonry to replace the old wooden one at the city center, designed by M.C. Thongkaemkaew Thongyai, his son-in-law. The construction was commissioned to Chinese builders from Bangkok; however, the builders left before the work was completed, therefore, Lamphun local builders were hired to continue the work until completion. The merit making and celebration of the new palace were held in 1932. In 1943, after Chao Chakkhamkhachonsak passed away, his wife and children moved out and the palace was closed for a period of time until Chao Phongthada Na Lamphun, his son, resigned from government post and returned to this palace with his family in 1949. At present, the residents are Chao Sarini (Na Lamphun) Klinnak, a daughter of Chao Phongthada, and her family. Apart from the main building, the palace consists of a kitchen, water tank tower, electric generator house, garage, and a building where the ceremonial coffin of Chao Chakkhamkhachonsak is kept.

Khum Luang Mueang Lamphun (the Royal Palace of Lamphun) is a 2-storey building, colonial style, hip roof with straight-end cement tiles, and twin octagonal towers. The front porch is gable roof decorated with stuccos depicting 2 elephants flanking the monograms of Chao Chakkhamkhachonsak; the front features small, round columns supporting an arch. The structure is reinforced concrete, brick masonry walls, wooden floors and walls, doors are double layered, one is wooden paneled doors and the other is sliding doors which are hidden inside the wall when opened. Most of the furniture pieces are originals, handed down from the time of Chao Phongthada.

Khum Luang Mueang Lamphun is valuable in terms of history, architecture, and society since it was the residence and office of the Lord of Lamphun, a Modern style architecture of that time, having its own water supply and electrical systems, built with fine craftsmanship, especially woodworking. It is also important as inspiring example for the Lamphun Old Town Conservation Policy both in architectural and urban aspects. This building is the pride of Lamphun, a place where all people of Lamphun consider as their important cultural heritage.


บ้านสี่พระยา

อ่านเพิ่มเติม

บ้านสี่พระยา

  • ที่ตั้ง เลขที่ 2 ถนนทรัพย์ แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร
  • ผู้ครอบครอง นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์
  • ปีที่สร้าง พ.ศ. 2461
  • สถาปนิก/ผู้ออกแบบอนุรักษ์ กึกก้อง เสือดี จุฬา จิระตระการวงศ์ และกฤตภพ วิศาลศาสตร์
  • ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2561
  • ประเภท อาคารเคหสถานและบ้านเรือนเอกชน

บ้านสี่พระยาสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2461 เพื่อเป็นบ้านพักอาศัยของครอบครัวธรรมศักดิ์ รวมถึงศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 12 ของไทยและอดีตประธานองคมนตรี ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึง พ.ศ. 2485 ย่านสี่พระยาเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการโจมตีทางอากาศ ครอบครัวธรรมศักดิ์ทั้งหมดจึงได้ย้ายออกไป จึงมีการใช้ประโยชน์บ้านหลังนี้ในรูปแบบอื่น เช่นใช้เป็นโรงเรียนสอนศิลปะเด็ก และร้านอาหาร จึงมีการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานนั้นๆ ต่อมาระหว่างพ.ศ. 2557 – 2559 นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ บุตรชายของศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ปรับปรุงฟื้นฟูบ้านสี่พระยาตามหลักวิชาการ และให้ร้านรับจัดดอกไม้ชื่อว่า “ร้านวิไลวรรณ” เช่าโดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องดูแลรักษาอาคารให้มีสภาพสมบูรณ์

บ้านสี่พระยา เป็นอาคารไม้ 2 ชั้น ยกพื้นสูง 1 เมตร พื้นที่ใช้สอย 215 ตารางเมตร เป็นเรือนโคโลเนียลที่ออกแบบให้เข้ากับสภาพอากาศร้อนชื้น พื้นชั้นล่างเป็นพื้นคอนกรีตปูกระเบื้อง พื้นชั้นบนเป็นพื้นไม้ ผังพื้นเป็นรูปตัวแอล ด้านทิศตะวันออกเป็นระเบียงทั้ง 2 ชั้น ระเบียงชั้นล่างเป็นระเบียงเข้าบ้าน ด้านทิศเหนือเป็นมุขทั้ง 2 ชั้น มุขชั้นล่างเป็นโถงโล่ง มุขชั้นบนมีผนังไม้และหน้าต่างบานเปิดคู่โดยรอบ ผนังแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงล่างเป็นพนักระเบียง ช่วงกลางเป็นหน้าต่างบานคู่ และช่วงบนเป็นช่องระบายอากาศ อาคารตกแต่งด้วยช่องลมและลูกกรงระเบียงไม้ฉลุลายเรขาคณิต และลายดอกจิก หลังคาเป็นทรงปั้นหยา มีจั่วด้านหน้ามุขมีลักษณะเป็นจั่วปลายตัด มุงกระเบื้องว่าวซีเมนต์ พื้นโดยรอบบ้านยกขึ้นจากเดิม 25 เซนติเมตร ทำรางระบายน้ำที่ตกจากหลังคาเชื่อมต่อไปยังรางระบายน้ำรอบที่ดิน เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังเมื่อฝนตกหนัก เนื่องจากพื้นที่เดิมมีระดับต่ำกว่าถนน และตึกแถวรอบข้าง

บ้านสี่พระยา เป็นตัวอย่างของการอนุรักษ์ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเดิมเป็นหลัก มีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบจนนำไปสู่การสันนิษฐานรูปแบบดั้งเดิมของบ้าน มีการยกพื้นบ้านให้สูงขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความชื้นจากพื้นดิน ทำให้มีช่องสำหรับระบายอากาศได้ ซ่อมแซมปรับปรุงโครงสร้างหลังคาให้แข็งแรงขึ้นเพื่อสามารถรองรับน้ำหนักของวัสดุมุงหลังคาแบบเดิม เปลี่ยนสีอาคารและปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยบางส่วน เพิ่มห้องน้ำในตัวอาคาร เปิดผนังบางส่วนให้เป็นโถงเพื่อรองรับกิจกรรมของผู้เช่า

Ban Si Phraya

  • Location: No. 2 Sap Road, Khwaeng Si Phraya, Khet Bang Rak, Bangkok
  • Proprietor: Dr. Chaktham Thammasak
  • Construction Date: 1918
  • Architects/Conservation Designers: Kuekkong Sueadi, Chula Chiratrakanwong, and Kritaphop Wisalasat
  • Conservation Awarded Date: 2018
  • Category: Private residences

Ban Si Phraya was built in 2461 as a residence of Thammasak family including Prof. Sanya Thammasak, the 12th Prime Minister of Thailand and former President of the Privy Council. During WWII to 1942, Si Phraya area was prone to air raids, therefore, the Thammasak family moved out, and the house was used to serve other functions such as children art school, and restaurant, thus the house was adapted to suit the requirements of the time. Later, during 2014 – 2016, Dr. Chaktham Thammasak, Prof. Sanya Thammasak’s son, had the house renovated by conservation method and let the house to “Wilaiwan” flower shop on the condition that the tenant must conserve and maintain the house accordingly.

Ban Si Phraya is a 2-storey wooden house with 1 meter raised floor, 215 sq.ms functional area, colonial style designed to suit the tropical climate. The house is L-shaped plan, lower floor is concrete paved with tiles, upper floor is wooden; the entrance is to the east, over which is the upper floor balcony; to the north of the lower floor is an open porch, which the upper floor is enclosed with wooden window walls which are divided into 3 parts, the lowest parts are balustrades, the middle parts are double-paneled widows, and the top parts are ventilation panels. The house is decorated with openwork ventilation panels and wooden balustrades in geometric and flower designs; the main roof is hip and the front porch roof is hip-gable, with rhombus cement tiles. The ground level around the house has been elevated approximately 25 centimeters from the original level, provided with gutter around the land boundary to solve the problem of flood during heavy rainfall because the original ground level was lower than the present road and the surrounding shophouses.

Ban Si Phraya is an example of conservation that focuses on preservation of original architectural elements. Conservation process included systematic study to collect information for reconstruction of original features; ground moisture problem-solving by raising the floor of the house for air flow; improving roof structure to support the load of original style roof tiles; changing the color of the house; adding some necessary functions such as restrooms; and opening parts of the walls to suit requirements of the tenant.


ปูชนียสถานและวัดวาอาราม

มัสยิดรายอสายบุรี

อ่านเพิ่มเติม

มัสยิดรายอสายบุรี

  • ที่ตั้ง ถนนบวรวิถี ตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี
  • สถาปนิก/ผู้ออกแบบ ช่างชาวมินังกาเบา ประเทศอินโดนีเซีย
  • ผู้ครอบครอง คณะกรรมการมัสยิด และเทศบาลตำบลตะลุบัน
  • ปีที่สร้าง พ.ศ. 2428
  • สถาปนิก/ผู้ออกแบบอนุรักษ์ พงศ์ธร เหียงแก้ว
  • ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2561
  • ประเภท อาคารปูชนียสถานและวัดวาอาราม

พระยาสายบุรี (หนิแปะ) หรือพระยาสุริยสุนทรบวรภักดี เจ้าเมืองสายบุรี (ตะลุบัน) คนแรก ได้สร้างวังเป็นที่พักอาศัยพร้อมด้วยมัสยิดที่มีชื่อว่า มัสยิดรายอ เป็นมัสยิดประจำสายตระกูล ประจำเมือง และเป็นที่ฝังศพของคนในสายตระกูลสายบุรีด้วย โดยเมื่อแรกสร้างมีเพียงตัวอาคารมัสยิดและศาลาพักรอ ภายหลังประมาณช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการรื้อศาลาออก ขยายระเบียงรอบ ๆ มัสยิด และสร้างระเบียงทางเข้ามัสยิดโครงสร้างและหลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กแทนศาลาที่รื้อไป แต่การต่อเติมอาคารในครั้งนั้นเกิดความผิดพลาดในด้านโครงสร้างทำให้หลังคาระเบียงทางเข้าพังลงมาและไม่อาจแก้ไขได้ จึงมีการสร้างมัสยิดใหม่มีชื่อว่า มัสยิดตะลุบัน ทดแทนและมัสยิดรายอก็ได้ถูกปล่อยร้างไป กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานมัสยิดรายอเมื่อ พ.ศ. 2544 และต่อมาใน พ.ศ. 2549 กรมศิลปากรและเทศบาลตำบลตะลุบันได้ร่วมกันสำรวจ รังวัด บันทึก และจัดทำแผนอนุรักษ์ตามหลักวิชาการ โดยการปรับปรุงฟื้นฟูนั้นทำให้สามารถรักษารูปแบบทางสถาปัตยกรรมเหมือนกับมัสยิดเมื่อแรกสร้าง มีการฉาบผนังใหม่ด้วยปูนหมักปูนตำแบบดั้งเดิม เปลี่ยนไม้โครงสร้างที่ผุออกไป สร้างศาลาพักรอด้านหน้าขึ้นใหม่อีกครั้ง และทางเทศบาลตำบลตะลุบันได้เข้ามาเพิ่มห้องน้ำและรับเป็นผู้ดูแลมัสยิดร่วมกับกรรมการมัสยิด ปัจจุบันมัสยิดรายอสามารถกลับมาใช้ประกอบศาสนกิจและเป็นที่ตั้งของสภาวัฒนธรรมตำบลตะลุบัน

มัสยิดรายอสายบุรีเป็นอาคารแบบ นูซันตารา (Nusantara) สายมลายูตะวันออก เป็นรูปแบบนิยมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย รัฐกลันตัน และรัฐตรังกานู ประเทศมาเลเซีย เป็นอาคารชั้นเดียว กำแพงรับน้ำหนัก หลังคาโครงสร้างไม้มุงด้วยกระเบื้องดินเผา พื้นที่ภายในแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ โถงละหมาด ระเบียงรอบ และศาลารอละหมาด มัสยิดมีการประดับประดาไม่มากนัก แต่ที่ยอดหลังคา เป็นปูนปั้นครอบไหบูดู ยอดประดับด้วยลูกแก้วที่ใช้ในการประมงให้ความโดดเด่นพิเศษจากทั่วไป

มัสยิดรายอสายบุรี ได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การปรับปรุงฟื้นฟูครั้งใหญ่ที่ผ่านมา ทำให้สามารถรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม นอกจากนี้มัสยิดรายอยังเป็นส่วนสำคัญของผังเมืองโบราณสายบุรีที่ประกอบด้วย วัง มัสยิด ลานเมือง และตลาด ซึ่งยังมีอยู่ครบสมบูรณ์

Masjid Raja Sai Buri Mosque

  • Location: Bowon Withi Road, Tambon Taluban, Amphoe Sai Buri, Pattani
  • Architects/Designers: Craftsmen from Minangkabau, Indonesia
  • Proprietor: Masjid Committee and Taluban Subdistrict Municipality
  • Construction Date: 1885
  • Architect/Conservation Designer: Pongthorn Hiengkaew
  • Conservation Awarded Date: 2018
  • Category: Places of worship and monasteries

Phraya Saiburi (Nipae) or Phraya Suriyasunthonbowonphakdi, the first Lord of Sai buri (Taluban) had his palace built along with a mosque called Masjid Raja to be the mosque of his family and the town, as well as a cemetery for the Saiburi family members. At first built, the mosque consists only of the mosque building and a waiting pavilion but later, around the time before WWII, the pavilion was removed, the terrace around the mosque was expanded, and the entrance porch of reinforced concrete structure was built to replace the pavilion. However, certain structural problem caused the entrance porch to collapse irreparably, therefore, a new mosque was built called “Masjid Taluban”, and Masjid Raja was abandoned. Later, in 2001, the Fine Arts Department had Masjid Raja registered as a National Monument. In 2006, a conservation plan to conserve the original architectural features of the mosque was made by cooperation of the Fine Arts Department and Taluban Subdistrict Municipality. In the conservation working process, ancient techniques of lime plastering were applied in wall restoration; decayed wood elements were removed and replaced; the pavilion was reconstructed; and the Taluban Subdistrict Municipality helped in adding new restrooms and agreed to cooperate with the Mosque Committee in the management of the mosque. At present, Masjid Raja has returned to serve religious functions, and also houses the Office of Cultural Council of Taluban.

Masjid Raja Sai Buri is Nusantara style architecture of Western Malaya, which is popular in the 3 provinces in the Southern Region of Thailand, Kelantan, and Terengganu of Malaysia. It is single-storey, wall bearing structure, wooden roof structure with terracotta roof tiles. Interior space is divided into 3 parts which are Namaz hall, verandah, and Namaz waiting pavilion. The mosque has only few decorative items but on top of the roof is stucco decorated jar topped with a glass ball used in fishery, rendering the mosque with a distinctive feature.

Masjid Raja Sai Buri has been well-maintained after the last major restoration; therefore, its historical and architectural values are commendably conserved. It should be noted that Masjid Raja is an important part of the urban structure of ancient Sai Buri which comprises the palace, mosque, town square, and market, all of which still completely exist.


ประเภทกลุ่มอาคาร

กลุ่มตึกแถวเมืองเก่าสงขลาที่อนุรักษ์โดยเกล้ามาศ ยิบอินซอย

อ่านเพิ่มเติม

กลุ่มตึกแถวเมืองเก่าสงขลาที่อนุรักษ์โดยเกล้ามาศ ยิบอินซอย

  • ที่ตั้ง ถนนนครนอก ถนนนครนครใน ถนนปัตตานี ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัด สงขลา
  • ผู้ครอบครอง มูลนิธิเกี่ยวกับศิลปะ อาร่า โดยคุณเกล้ามาศ ยิบอินซอย
  • ปีที่ได้รับรางวัล พ.ศ. 2561
  • ประเภท เคหสถานและบ้านเรือนเอกชน

จากความชื่นชอบในการถ่ายภาพอาคารเก่าและวิถีชีวิตในเมืองเก่าสงขลาของคุณนภดล ขาวสำอางค์และคุณเกล้ามาศ ยินอินซอย นำมาซึ่งการตัดสินใจซื้ออาคารเก่า 6 หลัง เพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงให้เป็นบ้านพักสำหรับอยู่อาศัย พื้นที่จัดแสดงศิลปะ เป็นสถานที่เก็บงานศิลปะร่วมสมัยของคุณย่า มีเซียม ยิบอินซอย ศิลปินชั้นเยี่ยมพ.ศ. 2494 สาขาจิตรกรรมคนแรกของประเทศไทย และต้องการอนุรักษ์อาคารเก่าและพื้นที่เมืองสงขลาเอาไว้ เพราะในอดีตคุณมีเซียมและสามีเคยมีสำนักงานธุรกิจเหมืองแร่อยู่ที่หาดใหญ่และมีความผูกพันกับเมืองสงขลา เมื่อซื้ออาคารแล้วจึงได้ตั้งชื่ออาคารใหม่ให้สอดคล้องกับบรรพบุรุษที่มีเชื้อสายจีนและได้ดำเนินการบูรณะอาคารจนแล้วเสร็จ ประกอบด้วย

1. Misiem’s แกลอรีศิลปะ ตั้งอยู่ที่ถนนปัตตานี เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 ชั้น จำนวน 3 คูหา พื้นชั้นล่างปูด้วยกระเบื้องดินเผา ชั้น 2 และ 3 เป็นพื้นไม้ ด้านหน้าและด้านหลังอาคารแต่ละชั้นมีระเบียง ภายหลังมีการปรับปรุงบันไดทางขึ้นและต่อเติมอาคารด้านหลัง ทำเป็นลานโล่งเพื่อจัดแสดงงานประติมากรรมเหล็กของคุณมีเซียม ยิบอินซอย ภายในอาคารแต่ละชั้นจัดแสดงงานศิลปะและผลงานสะสมของทางมูลนิธิเกี่ยวกับศิลปะ อาร่า

2. ตึกยับฝ่ามี ตั้งอยู่ที่ถนนนครนอก เป็นอาคารรูปแบบอาคารพาณิชย์แบบโมเดิร์น แต่ยังคงลักษณะและองค์ประกอบแบบสถาปัตยกรรมจีนอยู่ มีลักษณะเด่นคือมีแผงบังหลังคา (Parapet) โครงสร้างเป็นระบบเสาคานคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นล่าง บริเวณตรงกลางเป็นลานโล่งที่มีบ่อน้ำ เมื่อมีการปรับปรุงอาคารได้ต่อเติมผนังกระจกเพื่อให้เกิดระยะห่างระหว่างอาคารและถนน มีการต่อเติมดาดฟ้าให้เป็นห้องพักที่สามารถชมทิวทัศน์ของเมืองสงขลาได้

3. ตึกยับฝ่าหวุ่น ตั้งอยู่ระหว่างถนนนครในและถนนนครนอก จึงเป็นอาคารที่มีทางเข้าออก 2 ด้าน ด้านถนนนครในมีลักษณะอาคารแบบบ้านจีน โครงสร้างเป็นแบบกำแพงรับน้ำหนัก ส่วนอาคารด้านถนนนครนอกมี 3 ชั้น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กแบบตะวันตก ที่มีการตกแต่งลวดลายปูนปั้นด้านหน้าในบริเวณส่วนช่องแสง หัวเสา ระเบียง และค้ำยัน ทั้งสองอาคารเชื่อมกันด้วยลานโล่งตรงกลาง โดยภายหลังการปรับปรุงได้มีการต่อเสริมศาลาตรงลานกลางบ้านที่ได้จำลองแบบมาจากศาลาที่วัดท้ายยอเพื่อเป็นที่นั่งพักผ่อน

4. ตึกยับฝ่ากวง ตั้งอยู่ที่ถนนนครนอก มีลักษณะเป็นอาคารแบบจีนดั้งเดิม โครงสร้างแบบกำแพงรับน้ำหนัก มีลานโล่งตรงกลางบ้านที่มีบ่อน้ำ หลังคาโครงสร้างไม้มุงกระเบื้องดินเผาหรือกระเบื้องเกาะยอ หน้าต่างทำช่องเปิดด้วยไม้ขนาดเล็ก ประตูเป็นบานเฟี้ยมซึ่งปัจจุบันยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้

5. อาคารโกดังข้าว ตั้งอยู่ที่ถนนนครนอก เดิมเคยเป็นอาคารร้านค้า ด้านหน้าเป็นอาคารรูปแบบจีนหลังคามุงกระเบื้องดินเผา ประตูบานเฟี้ยม พื้นปูกระเบื้องดินเผา ภายในร้านค้ามีชั้นลอยสำหรับพักสินค้า ด้านหลังเป็นอาคารโล่งที่ยังคงสภาพและรูปแบบเดิมไว้

6. โรงกลึงเก่า ตั้งอยูที่ถนนนครนอก เดิมเคยเป็นโรงกลึงมาก่อน ตัวอาคารแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหน้าเป็นอาคารร้านค้า โครงสร้างพื้นเป็นคอนกรีต เสาไม้ หลังคาเป็นโครงไม้มุงด้วยสังกะสี ส่วนหลังเป็นลานโล่งมี 2 ชั้น ผนังโครงไม้บุด้วยสังกะสี ส่วนชั้น 2 เป็นส่วนที่พัก โครงสร้างไม้มุงหลังคาสังกะสี ภายหลังได้ดำเนินการปรับปรุงอาคารเพื่อสำหรับจัดกิจกรรมทางศิลปะของมูลนิธิโดยยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้ มีการต่อเติมด้านหลังของอาคารซึ่งติดกับทะเลสาบสงขลา โดยเปลี่ยนเป็นผนังกระจกเพื่อให้แสงสว่างได้เข้ามาภายในอาคารและเปิดให้สามารถรับลมจากทะเลสาบสงขลา

อาคารทั้ง 6 หลังถือนี้เป็นพยานแห่งความสำคัญของเมืองสงขลาในอดีต ในฐานะเมืองท่าบนเส้นทางการค้าที่สำคัญ การอนุรักษ์ได้แสดงให้เห็นถึงการรักษาความแท้ของรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของอาคารที่สะท้อนถึงการรับวัฒนธรรมจีนมาทั้งหมดตั้งแต่รูปแบบสถาปัตยกรรม การวางผัง ที่ใช้ด้านหน้าของอาคารเป็นเรือนค้าขาย ด้านหลังใช้เป็นที่พักอาศัย และเชื่อมต่อด้วยลานตรงกลางบ้านไว้

Klaomas Yipintsoi’s Shophouses in Songkhla Old Town

  • Location: Nakhon Nok road, Nakhon Nai Road, Pattani Road, Tambon Bo Yang, Amphoe Mueang, Songkhla
  • Proprietor: AARA – About Art Foundation by Klaomas Yipintsoi
  • Conservation Awarded Date: 2018
  • Category: Private residences

For the love of photographing old buildings and way of life in Songkhla Old Town of Noppadol Khaosamang and Klaomas Yipintsoi, they decided to buy 6 old buildings to be renovated as residences, art space, and place for the collection of contemporary art which belonged to Mrs. Misiem Yipintsoi, Klaomas’s grandmother, the first person in Thailand who was honored the Artist of Distinction in Paintings in 1951. The intention to conserve old buildings and historic district of Songkhla also resulted from Klaomas’s personal experience, who, in the past, used to run mining business with her husband in Hat Yai, therefore, she has a special bond with Songkhla Province. After the shophouses were bought, Klaomas renamed them based on her Chinese ancestors, and had the buildings renovated until completion. These buildings are:

  1. Misiem’s Art Gallery: located on Pattani Road. This is a 3-storey, 3 units, reinforced concrete building; the ground floor is paved with terracotta tiles, the 2nd and 3rd floors are wooden; each floor has balconies at the front and the rear. Later, the staircases were renovated, and the rear was expanded as an open ground for exhibiting iron sculptures created by Misiem Yipintsoi. Interior space of each floor is used for exhibiting art works and collections of AARA – About Art Foundation.
  2. Yab Fa Mee Building: located on Nakhon Nok Road. This is a Modern shophouse with Chinese features and elements, distinguished by the parapets; reinforced concrete post-and-lintel structure; 2-storey, the ground floor middle part has an open courtyard with a well. The building was renovated by adding glass walls to separate the interior from the road, and accommodation rooms which open to the views of Songkhla Old Town were added to the top deck.
  3. Yab Fa Wun Building: located between Nakhon Nai and Nakhon Nok Roads, thus it has 2 entrances. The building on Nakhon Nai side is Chinese style, wall-bearing structure; whereas the Nakhon Nok side is 3-storey, Western style reinforced concrete structure decorated with stuccos at the front fanlights, capitals, balustrades, and brackets; both buildings are connected by the middle courtyard. The renovation was made by adding an open pavilion to the courtyard, which was modeled after the open pavilion at Wat Thai Yo, used as a resting area.
  4. Yab Fa Kuang Building: located on Nakhon Nok Road. This building was originally a shophouse, wall-bearing structure, with middle courtyard with a well; the roof is wooden structured with local Ko Yo terracotta tiles; windows are small wooden windows, and front door is folding door, which is the original feature.
  5. Rice Storage: located on Nakhon Nok Road. Originally a shophouse with Chinese style façade, terracotta tiles roof, folding front door, terracotta tiles paved floor. Inside the shop is a mezzanine used as temporary goods storage, and the rear is an open building which is preserved in its original condition and features.
  6. Old Woodturning Workshop: located on Nakhon Nok Road. This originally woodturning workshop consists of 2 parts, the front is a shophouse, concrete floor, wooden columns, wooden roof structure with corrugated zinc sheets; the rear part is an open courtyard and a 2-storey building, wooden structure with corrugated zinc sheets walls; the 2nd floor is accommodation area. This building was renovated for holding art activities organized by the Foundation, which most of the original features have been conserved apart from the rear adjacent to Songkhla Lake, of which the wall is changed to glass wall to let in light and wind from the lake.

These 6 buildings are testimony of the significance of Songkhla in the past as a port town on an important trade route. The conservation has expressed the authenticity of original architecture that indicates the adoption of Chinese culture as seen in architectural style and planning, which typically uses the front as shophouse and the rear as residence, connected by an open courtyard in the middle.


ประเภทบุคคล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญา ชูแก้ว

อ่านรายละเอียด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญา ชูแก้ว

  • ปีที่ได้รับรางวัล: พ.ศ. 2561
  • ประเภท : บุคคล

ประวัติการศึกษา

1. ปริญญาโท สาขา Heritage Preservation, Georgia State University ประเทศสหรัฐอเมริกา พุทธศักราช 2551 2. ปริญญาโท สาขาการวางแผนชุมชนเมืองและสภาพแวดล้อม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร พุทธศักราช 2544 3. ปริญญาตรี สาขาสถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร พุทธศักราช 2540

ประวัติการทำงาน

พุทธศักราช 2555 – ปัจจุบัน อาจารย์ประจำ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง พุทธศักราช 2553 – 2556 เลขาธิการ สมาคมอิโคโมสไทย พุทธศักราช 2553 – 2554 อาจารย์พิเศษ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง พุทธศักราช 2548 – 2550 สถาปนิก บริษัท Greenbergfarrow เมืองแอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา พุทธศักราช 2544 – 2548 สถาปนิก บริษัท Peter Drey + Company เมืองแอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา พุทธศักราช 2540 – 2541 สถาปนิก บริษัทภูมิวุฒิจำกัด กรุงเทพมหานคร

รางวัล

1. โล่เกียรติยศเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ และประกาศเกียติคุณบุคคลที่ได้ทำคุณประโยชน์และชื่อเสียงให้แก่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ด้านบริการสังคม พุทธศักราช 2559 2. รางวัล KMITL Award ประจำพุทธศักราช 2558 ประเภท รางวัลที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคม (Social Impact Awards) โดยกองทุนวิจัยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 3. Preservation Achievement Award from Historic Preservation Division, Atlanta, Georgia, USA พุทธศักราช 2552

หนังสือ

1. ปริญญา ชูแก้ว และรักพล สาระนาค. 2559. 100 ปี สถานีกรุงเทพ. กรุงเทพมหานคร: บริษัท โฟโต้สแควร์ แอนด์ กราฟฟิค จำกัด 2. ปริญญา ชูแก้ว. 2559. คู่มือการดูแลรักษาศาสนสถาน. ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2559. กรุงเทพมหานคร: บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) 3. ปริญญา ชูแก้ว. 2557. การอนุรักษ์ชุมชนที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของไทย: ประสบการณ์จากการทำงานภาคสนาม. กรุงเทพมหานคร: บริษัท พลัสเพรส จำกัด 4. ปริญญา ชูแก้ว. 2557. เรือนพระยาศรีธรรมาธิราช. กรุงเทพมหานคร: บริษัท พลัสเพรส จำกัด

ผลงานบูรณะโบราณสถาน

1. พระนครคีรี, 2526 – 2532 2. พระราชวังรามราชนิเวศน์ (วังบ้านปืน), 2529 – 2530 3. วังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2529 – ปัจจุบัน 4. หอพิสัยศัลลักษณ์ พระราชวังจันทรเกษม, 2534 5. ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์, 2535 6. สถาปัตยกรรมประดับกระเบื้องเคลือบในเขตพุทธาวาส วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม, 2532 – 2540 7. ตำหนักสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส (ตำหนักวาสุกรี), 2536 – 2537

บทความทางวิชาการ

1. Parinya Chukaew and Chotewit Pongsermpol. 2013. Participatory Heritage Buildings Conservation Guidelines Case Study of Buildings on Wanit Bamrung Road, Sawi District, Chumphon Province. Proceeding of ICOMOS Thailand International Conference 2013 “Asian Forgotten Heriatge”. pp. 190 – 203 2. ปริญญา ชูแก้ว. 2557. การสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลอาคารที่มีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์บริเวณชุมชนตลาดเก่าท่าม่วง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี. หน้าจั่ว ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย ฉบับที่ 11 กันยายน 2557 – ธันวาคม 2557. หน้า 152 – 175 3. ปริญญา ชูแก้ว. 2554. การอนุรักษ์และพัฒนาอาคารสถานีรถไฟในฐานะมรดกทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของไทย. หน้าจั่ว ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย ฉบับที่ 8 กันยายน 2554 – สิงหาคม 2555. หน้า 178 – 197

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญา ชูแก้ว ได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของย่านชุมชนเก่าและอาคารสถานีรถไฟร่วมกับเครือข่ายการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ นักวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยผลงานของผู้ช่วยศาสตราจารย์ปริญญา ชูแก้ว สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในหลายลักษณะสำหรับประชาชน นักวิชาการ ภาครัฐและเอกชน โดยฐานข้อมูลอาคารที่มีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ในโครงการต่าง ๆ นั้นสามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับกรมศิลปากรในการพิจารณาขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เจ้าของอาคารใช้เป็นข้อมูลในการปกป้องรักษาอาคารของตนจากการถูกทำลายจากโครงการพัฒนาในอนาคต และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำแผนปรับปรุงย่านประวัติศาสตร์และจัดทำแนวทางการพัฒนาอาคารหรือการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นพิเศษเพื่อควบคุมการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นความสำคัญของอาคารที่มีคุณค่าร่วมกันก็จะนำมาซึ่งการหาหนทางในการอนุรักษ์และพัฒนาที่สามารถอยู่ร่วมกันได้

สำหรับหนังสือ และบทความทางวิชาการ สามารถใช้อ้างอิงเกี่ยวกับการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ (Historic Preservation) รูปแบบสถาปัตยกรรม การตั้งถิ่นฐาน วิถีชีวิต ลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมของย่านชุมชนเก่าและอาคารสถานีรถไฟ ส่วนการจัดนิทรรศการ “ย่านเก่า…เล่าเรื่อง” การจัดทำโปสการ์ดย่านชุมชนเก่าและอาคารสถานีรถไฟ การบรรยายพิเศษ และการให้สัมภาษณ์กับสื่อสารมวลชนนั้นถือเป็นการสร้างความตระหนักรู้แก่สังคมไทยซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญของการเริ่มต้นรักษามรดกทางวัฒนธรรม และสามารถเก็บรักษา ฟื้นฟู และต่อยอดเพื่อให้มรดกเหล่านี้กลับมามีชีวิต เพื่อแสดงความเป็นชาติ คุณค่า และเอกลักษณ์ของตนเองได้อย่างเด่นชัด

Asst. Prof. Prinya Chukaew

  • Conservation Awarded Date: 2018
  • Architectural Conservation Award, Individual Category

ศาสตราจารย์สมชาติ จึงสิริอารักษ์

อ่านรายละเอียด

ศาสตราจารย์สมชาติ จึงสิริอารักษ์

  • ปีที่ได้รับรางวัล: พ.ศ. 2561
  • ประเภท : บุคคล

ประวัติการศึกษา

1. ประกาศนียบัตร การอนุรักษ์โบราณสถานไม้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งนอร์เวย์ เมือง Trondheim พุทธศักราช 2531 2. ปริญญาโท การอนุรักษ์สถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยยอร์ค ประเทศอังกฤษ พุทธศักราช 2526 3. ปริญญาตรี สาขาสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพมหานคร พุทธศักราช 2523

ประวัติการทำงาน

-พุทธศักราช 2535 – ปัจจุบัน : อาจารย์ประจำ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร -พุทธศักราช 2538 : นักวิจัยรับเชิญมหาวิทยาลัยโตเกียว -พุทธศักราช 2536 : นักวิจัยรับเชิญสถาบันเทคโนโลยีแห่งอาเคน (RWTH Aachen) -พุทธศักราช 2525 – 2535 : รับราชการเป็นสถาปนิกกรมศิลปากร

รางวัล

1. รางวัลงานวิจัยระดับดี สาขาปรัชญาประจำพุทธศักราช 2555 จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติหนังสือ 1. สมชาติ จึงสิริอารักษ์. 2540. สถาปัตยกรรมของคาร์ล ดือห์ริ่ง (The works of Karl Siegfried Dohring, Architect) 2. สมชาติ จึงสิริอารักษ์. 2553. สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกในสยาม สมัยรัชกาลที่ ๔ – พ.ศ. ๒๔๘๐. กรุงเทพมหานคร: บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) 3. สมชาติ จึงสิริอารักษ์. พิมพ์ครั้งแรก 2544 และฉบับแปลใหม่ 2556. ความล้มเหลวของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่

บทความทางวิชาการ

1. ปูนหมัก – ปูนตำ, 2530 2. การบูรณะสถาปัตยกรรมประดับกระเบื้องเคลือบวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ระหว่างพุทธศักราช 2522 – 2535, 2535 3. แนวความคิดในการอนุรักษ์โบราณสถานในศตวรรษที่ 19 ของอังกฤษ, 2537 4. ความเป็นมาของวิธีบูรณะโบราณสถานแบบ อนาสสไตโลซีสในประเทศกรีซ, 2539 5. สถานีรถไฟกรุงเทพหัวลำโพงที่ไม่ได้สร้าง:หน่ออ่อนของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในสยาม, 2542 6. สถานีรถไฟอุตรดิตถ์:สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ยุคแรกของสยาม, 2543 7. Modern(Western style) Buildings in the Meiji Period (1868 – 1912) with Comparison to Contemporary Western Style Buildings in Siam, 2543 8. วัดกุฎีดาวหลังการบูรณะในพุทธศักราช 2544: ปัญหาจินตภาพและความถูกต้องทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม, 2544 9. จิตวิญญาณแบบไทยสมัยใหม่: ผลงานสถาปัตยกรรมแบบ Modernism ของพระพรหมพิจิตรม, 2544 10. สองศตวรรษการอนุรักษ์โบราณสถาน: จากอารมณ์และศรัทธาสู่ความเป็นมรดกร่วมของมนุษยชาติ, 2548 11. สถาปนิกรุ่นแรก ๆ ของคณะสถาปัตยกรรมไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร: ความสำเร็จของวันวาน ฤาคำตอบของวันพรุ่ง, 2548 12. ความเชื่อและแนวคิดในการอนุรักษ์โบราณสถานของไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน, 2555

ผลงานบูรณะโบราณสถาน

1. พระนครคีรี, 2526 – 2532 2. พระราชวังรามราชนิเวศน์ (วังบ้านปืน), 2529 – 2530 3. วังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2529 – ปัจจุบัน 4. หอพิสัยศัลลักษณ์ พระราชวังจันทรเกษม, 2534 5. ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์, 2535 6. สถาปัตยกรรมประดับกระเบื้องเคลือบในเขตพุทธาวาส วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม, 2532 – 2540 7. ตำหนักสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส (ตำหนักวาสุกรี), 2536 – 2537

ผลงานออกแบบ

1. อาคารคลุมรอยพระพุทธบาท โบราณสถานสระมรกต จังหวัดปราจีนบุรี, 2531 2. หอสมุดดำรงราชานุภาพ วังวรดิศ, 2532 3. โรงกระทิง – ศาลาไทย (ร่วมกับผู้ช่วยศาสตราจารย์สุริยา รัตนพฤกษ์) ณ สวนสัตว์นครเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน, 2540 4. หอสมุดสมเด็จ ว.ผ.ต. (สมเด็จพระพนรัตน์ (เผื่อน) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม, 2544

Prof. Somchart Chungsiriarak

  • Conservation Awarded Date: 2018
  • Architectural Conservation Award for Individuals

นายประมุข บรรเจิดสกุล

านรายละเอียด

นายประมุข บรรเจิดสกุล

  • ปีที่ได้รับรางวัล: พ.ศ. 2561
  • ประเภท : บุคคล

พุทธศักราช 2517-ปัจจุบัน : ก่อตั้งบริษัทของตนเองชื่อ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.ว.ช. ลิขิตการสร้าง มาจากการรวมตัวอักษรตัวแรกของผู้ก่อตั้งทั้ง 3 ท่าน (คุณปอ,คุณวิทย์ และคุณวิเชียร) -พุทธศักราช 2500 : หนึ่งในช่างก่อสร้างศาลาไทยเมื่อครั้งงาน World Expo ณ กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม โดยมีหม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ -พุทธศักราช 2499 : มีส่วนช่วยในงานก่อสร้างสถาปัตยกรรมของพระพรหมพิจิตรเป็นงานแรก คือ งานก่อสร้างพระเมรุสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชินี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง -ผลงานการก่อสร้าง และบูรณปฏิสังขรณ์บางส่วนของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.ว.ช.ลิขิตการสร้าง โดย คุณ ประมุข บรรเจิดสกุล

ประวัติการทำงาน

โครงการก่อสร้างพระเมรุ และพระเมรุมาศ -เป็นหนึ่งในช่างผู้ทำการก่อสร้างพระเมรุมาศ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า -ก่อสร้างพระเมรุมาศ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 -ก่อสร้างพระเมรุมาศ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ก่อสร้างพระเมรุมาศ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา -กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ -ก่อสร้างพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี -ก่อสร้างพระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

งานก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์

-งานก่อสร้างพระอุโบสถวัดชัยพฤกษ์มาลา -งานก่อสร้างและบูรณะพระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร -งานก่อสร้างและบูรณะพระธาตุบังพวน จ.สกลนคร -งานก่อสร้างภายในวัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย -งานก่อสร้างและบูรณะพระธาตุพนม จ.นครพนม -งานบูรณะพระที่นั่งเวหาสน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน -งานปรับปรุงตึกกระทรวงมหาดไทย -งานก่อสร้างพระตำหนักสวนสี่ฤดู อาคารเรือนแถว -ก่อสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย ทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา -ก่อสร้างพระอุโบสถ วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา -ก่อสร้างอาคารภายใน รั้ว ประตูภายใน และภายนอกพระราชวังดุสิต -ก่อสร้างหมู่เรือนไทยปูนปั้น อุทยาน ร.2 จ.สมุทรสงคราม -ก่อสร้างวิหารพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย (วิหารกลางน้ำ) วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จ.ราชบุรี -บูรณะพระอุโบสถ และอาคารสถานที่ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เนื่องในงานพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี -บูรณะคลังสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ (เจ้าจอมมารดาแส) พระราชฐานชั้นใน พระบรมมหาราชวัง -บูรณปฏิสังขรณ์โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร -ก่อสร้างและบูรณะศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร -บูรณะพระตำหนักทับขวัญ และอาคารพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม -บูรณะ ซ่อมแซมพระที่นั่งวัชรีรมยา จ.นครปฐม -บูรณะพิพิธภัณฑ์เรือนไทยอุทยานพระบรมราชานุสรณ์ อุทยาน ร.2 จ.สมุทรสงคราม -บูรณะและซ่อมแซมศาลเจ้าพ่อเสือ กรุงเทพมหานคร -บูรณะวัดราชโอรสาราม บางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร -บูรณะวัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร -บูรณะวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร -บูรณะวัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร จ.นนทบุรี

ผลงานการก่อสร้างศาลาไทยบางส่วนของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.ว.ช.ลิขิตการสร้าง โดยคุณประมุข บรรเจิดสกุล -ก่อสร้างศาลาไทยงานแสดงพฤกษชาติ และการจัดสวนนานาชาติ ณ นคร โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น -ก่อสร้างศาลาไทย กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ -ก่อสร้างศาลาไทยที่ระลึกโอกาสครบรอบการสเด็จประพาสประเทศเยอรมัน -ก่อสร้างศาลาไทยเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ -ก่อสร้างศาลาไทยฉลอง 120 ปีความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น -ก่อสร้างศาลาไทยฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-โปรตุเกส ประเทศโปรตุเกส -ก่อสร้างศาลาไทย ณ เกาะผู่โถวซาน มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน –ก่อสร้างศาลาไทยภายในบริเวณอนุสาวรีย์วีรกรรมทหารไทย สงครามเกาหลี เกาหลีใต้ -ก่อสร้างศาลาไทย ณ น้ำตกดาโก เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย -ก่อสร้างศาลาไทย ณ สวนสาธารณะพลาซ่าไทแลนเดีย กรุงซันติอาโก สาธารณรัฐชิลี . *ก่อสร้างศาลาไทยแบบถอดประกอบได้ ใช้ในงานเทศกาลวัฒนธรรมไทย ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี

Mr. Prank Banjerdsakul

  • Conservation Awarded Date: 2018
  • Architectural Conservation Award for Individuals


รางวัลอาคารที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ประจำปี 2561

อาคารพิพิธภัณฑ์ โรงเรียนดาราวิทยาลัย (บ้านเขียว)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

อาคารพิพิธภัณฑ์ โรงเรียนดาราวิทยาลัย (บ้านเขียว)

ประกาศนียบัตรอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์อาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ

  • ที่ตั้ง เลขที่ 196 ถนนแก้วนวรัฐ ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
  • สถาปนิก/ผู้ออกแบบ มิสเตอร์พอล โรเซล
  • สถาปนิกผู้ออกแบบอนุรักษ์/ปรับปรุง : นายอนุพร อินทะพันธ์ และอาจารย์ชยันต์ หิรัญพันธ์
  • ผู้ครอบครอง โรงเรียนดาราวิทยาลัย มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย
  • ปีที่สร้าง พุทธศักราช 2466
  • ปีที่ได้รับรางวัล  พ.ศ. 2561
  • ประวัติเพิ่มเติม

ความคิดเห็นจากคณะกรรมการ

“มุขที่เคยต่อเติมไว้ในยุคหนึ่งและวัสดุกับรูปแบบหน้าต่างสมัยใหม่ทำให้เสียรูปทรงและรูปแบบดั้งเดิม ควรได้รับการอนุรักษ์คืนสภาพหรือออกแบบให้เหมาะสมกลมกลืน”

โรงเรียนดาราวิทยาลัย (Dara Academy School – DARA) เป็นโรงเรียนของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย และเป็นโรงเรียนหญิงแห่งแรกในภาคเหนือ ก่อตั้งโดยนางโซเฟีย บรัดเลย์ แมคกิลวารี (Sophia Royee Bradley Mcgilvary) เมื่อพุทธศักราช 2418 โดยใช้บ้านพักของตนเองเป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนในระยะแรก ต่อมาได้มีการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กหญิง (Chiengmai Girls’ School) อย่างเป็นระบบในพุทธศักราช 2422 โดยนางสาวเอ็ดน่า ซาราห์ โคล (Miss Edna Sarah Cole) และนางสาวแมรี่ มาร์กาเร็ตต้า แคมป์เบลล์ (Miss Mary Margaretta Campbell) โรงเรียนดังกล่าวตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิงซึ่งเป็นที่ตั้งของคริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่ในปัจจุบัน โดยนักเรียนหญิงของนางโซเฟีย บรัดเลย์ แมคกิลวารี ก็ได้ย้ายมาเรียนอยู่ที่นี่ด้วย หลังจากนั้นโรงเรียนได้เปลี่ยนชื่อตามนามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2452 ว่า “โรงเรียนพระราชชายา” ซึ่งเป็นพระราชอิสริยยศของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ต่อมาในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2466 เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนดาราวิทยาลัยแผนกประถม” และจัดตั้งโรงเรียนใหม่ขึ้นที่บ้านหนองเส้ง (ที่ตั้งโรงเรียนในปัจจุบัน) ใช้ชื่อว่า “ดาราวิทยาลัย” ตามพระนามของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี มีการสร้างอาคารเรียน และบ้านพักของมิชชันนารีที่เข้ามาทำพันธกิจในจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาในพุทธศักราช 2511 โรงเรียนดาราแผนกประถมได้ย้ายมารวมกับโรงเรียนดาราวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน โดยบ้านพักมิชชันารีหลังหนึ่งนั้นได้ใช้เป็นเป็นบ้านพักผู้อำนวยการ และสถานที่ประชุมตั้งแต่พุทธศักราช 2525 ปัจจุบันคือ อาคารพิพิธภัณฑ์ (บ้านเขียว) ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ของโรงเรียนเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่

อาคารพิพิธภัณฑ์ (บ้านเขียว) โรงเรียนดาราวิทยาลัย เชียงใหม่ เป็นอาคาร 2 ชั้น ผนังอิฐรับน้ำหนัก ยกพื้นสูง 1 เมตร โครงสร้างพื้นเป็นไม้ โครงสร้างหลังคาเป็นทรัส (Truss) ไม้ หลังคาปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องดินเผา มีพื้นที่ประมาณ 285.35 ตารางเมตร ลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล (Colonial Style) ที่ถูกดัดแปลงให้เข้าสภาพแวดล้อมท้องถิ่น โดยรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกปรากฏอยู่ที่ผังพื้นที่แบ่งพื้นที่ห้องออกเป็นสัดส่วน เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องอ่านหนังสือ มีปล่องไฟ (Chimney) รวมทั้งการเจาะช่องหน้าต่างเป็นซุ้มโค้ง (Arch) แต่มีเฉลียงเพื่อรับลม และชายคายื่นยาวเพื่อป้องกันแดดและฝนในสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น

อาคารพิพิธภัณฑ์ (บ้านเขียว) โรงเรียนดาราวิทยาลัย เชียงใหม่ได้รับการบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อพุทธศักราช 2552 เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์โรงเรียนดาราวิทยาลัย การบูรณะเกิดขึ้นด้วยเหตุคณะกรรมการบริหารภายในโรงเรียนได้เล็งเห็นว่าควรอนุรักษ์บ้านเขียวให้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการสืบสานอนุรักษ์ไว้และเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียนและบุคคลทั่วไป


อาคารพาณิชย์ (จี่อันตึ้ง – แสงฟ้า – มีจงมี)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

อาคารพาณิชย์ (จี่อันตึ้ง – แสงฟ้า – มีจงมี)

ประกาศนียบัตรอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์อาคารพาณิชย์

  • ที่ตั้ง เลขที่ 89-105 ถนนจอมพล ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จ.นครราชสีมา
  • สถาปนิก/ผู้ออกแบบ ไม่ปรากฏชื่อผู้ออกแบบ
  • สถาปนิกผู้ออกแบบอนุรักษ์/ปรับปรุง : รองศาสตราจารย์ ดร. สมพล ดำรงเสถียร
  • ผู้ครอบครอง
    • นายบัญชา รัตนวิภาพงศ์ ร้านจี่อันตึ้ง
    • นายบุญลิ้ม ดำรงเสถียร ร้านแสงฟ้านาฬิกา
    • นายประเสริฐ อยู่ยืน ร้านมีจงมี
    • ปีที่สร้าง สันนิษฐานว่าสร้างระหว่างพุทธศักราช2453 – 2476
    • ปีที่ได้รับรางวัล  พ.ศ. 2561
  • ประวัติเพิ่มเติม

ความคิดเห็นจากคณะกรรมการ

“มีส่วนต่อเติมลักษณะเพิงบริเวณดาดฟ้า ซึ่งไม่กลมกลืนและทำให้ลดทอนคุณค่าของรูปแบบสถาปัตยกรรม และควรมีการอนุรักษ์ภายในอาคารเพิ่มเติม”

อาคารพาณิชย์ (จี่อันตึ้ง – แสงฟ้า – มีจงมี) ไม่ปรากฏปีที่สร้าง แต่จากเอกสารประวัติศาสตร์สำคัญของจังหวัดนครราชสีมาพบภาพอาคารในภาพถ่ายขบวนทหาร ทำขวัญเมือง ขณะเดินขบวนผ่านประตูชุมพล เข้าในตัวเมืองนครราชสีมาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2476 (ภายหลังเหตุการณ์กบฏบวรเดชสิ้นสุดลง และทำให้เกิดการสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีขึ้นในเวลาต่อมา โดยมีพิธีเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 16 มกราคม พุทธศักราช 2477) และจากคำสัมภาษณ์ของเจ้าของอาคารและทายาท สันนิษฐานว่าอาคารสร้างขึ้นในช่วง 84 – 107 ปี ที่ผ่านมา อาคารพาณิชย์ (จี่อันตึ้ง – แสงฟ้า – มีจงมี) มีการใช้งานตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันที่หลากหลาย เริ่มต้นจากโรงแรมสำหรับผู้เดินทางมาค้าขายในตัวเมืองนครราชสีมา มีทางขึ้นเล็ก ๆ ไปยังดาดฟ้าคอนกรีตซึ่งเปิดเป็นบาร์ชื่อ ริเวอร์ร่า โรงแรมนี้ภายหลังเปลี่ยนเป็นร้านขายนาฬิกาแสงชัย ภายใต้เจ้าของอาคารใหม่ซึ่งเป็นแขกซิกห์ ชื่อ อายีตซิงห์ นารูลา สัญชาติ อินเดีย ต่อมาได้ขายให้กับเจ้าของปัจจุบันในช่วงพุทธศักราช 2519 เพราะต้องการเดินทางกลับประเทศจากเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย หลังจากเปลี่ยนเจ้าของอาคาร อาคารถูกใช้เป็นร้านขายยาจี่อันตึ้ง ร้านมีจงมี และบริษัท คิงส์ทัวร์ ซึ่งให้บริการรถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 เจ้าแรก ๆ ของจังหวัด วิ่งระหว่างกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา ภายหลังเปลี่ยนเป็นร้านนาฬิกาแสงฟ้าจนถึงปัจจุบัน

อาคารพาณิชย์ (จี่อันตึ้ง – แสงฟ้า – มีจงมี) เมื่อแรกสร้างเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น ลักษณะสมมาตร รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบโมเดิร์น (Modern) ภายหลังมีการต่อเติมชั้น 3 บนโครงสร้างอาคารเดิม อาคารบริเวณหัวมุมโดดเด่นด้วยระเบียงยื่น อาคารตกแต่งด้วยปูนปั้นบริเวณใต้หน้าต่าง ค้ำยัน หัวเสา คาน และช่องระบายอากาศ ประตูและหน้าต่างเป็นไม้สักบานกรอบไม้ด้านในเป็นเกล็ดเปิดเพื่อระบายอากาศ มีช่องแสงเกล็ดไม้ด้านบน หน้าต่างทุกชุดมีเหล็กกลมฝังในวงกบเสริมด้วยโครงไม้เนื้อแข็งเพื่อป้องกันขโมย ชั้น 2 ของอาคารมีความสูง 4 เมตร เป็นห้องโถงโล่ง มีช่องเกล็ดระบายอากาศที่ความสูง 3.20 เมตร พื้นและตงเป็นไม้สัก ชั้นล่างปูกระเบื้องลายขาวดำ

อาคารพาณิชย์ (จี่อันตึ้ง – แสงฟ้า – มีจงมี) เป็นหนึ่งในแนวคิดการอนุรักษ์ย่านการค้าเก่า “จอมพลถนนหัวมังกร” ของเทศบาลนครนครราชสีมาและกรรมาธิการสถาปนิกอีสาน มีการจัดกิจกรรมในย่านถนนจอมพล ซ่อมแซมอาคารที่ทรุดโทรม การรวบรวมข้อมูล รูปภาพเพื่อจัดทำพิพิธภัณฑ์ ปรับปรุงสีอาคารให้เป็นเอกลักษณ์โดยใช้สีเหลือง (ผนัง) สีเขียว (ประตู หน้าต่าง) และสีขาว (บัวปูนปั้น) ในอัตราส่วน 70 – 20 – 10 อาคารพาณิชย์ (จี่อันตึ้ง – แสงฟ้า – มีจงมี) กลายเป็นแรงผลักดันให้อาคารต่าง ๆ บนถนนจอมพลได้เกิดความร่วมมือที่จะส่งเสริม อนุรักษ์และช่วยกันปรับปรุงอาคาร เพื่อฟื้นฟูความมีชีวิตชีวาของถนนจอมพลให้กลับคืนมาอีกครั้ง


บ้านหมื่นมณีมโนปการ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

บ้านหมื่นมณีมโนปการ

ประกาศนียบัตรอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์เคหสถานและบ้านเรือนเอกชน

  • ที่ตั้ง ตำบลบ้านแก่ง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์
  • สถาปนิก/ผู้ออกแบบ สร้างโดยช่างชาวจีนชื่อ กิต และภรรยาชื่อ ทิม
  • ผู้ครอบครอง ทายาทของเจ้าของเรือน โดยมีกรรมการซึ่งเป็นตัวแทนของลูกทั้ง 6 คน เป็นผู้ดูแล ประกอบด้วย
    • นายอุทร กมลงาม
    • นายสล้าง น้อยมณี
    • นางรัชนีวรรณ คล้ำชื่น
    • นางอนงค์ สมบูรณ์ยิ่ง
    • นางวัลภา พรกฤษฎา
    • นางสาววริยา ศิริวัฒน์
  • ปีที่สร้าง พุทธศักราช 2482
  • ปีที่ได้รับรางวัล  พ.ศ. 2561
  • ประวัติเพิ่มเติม

ความคิดเห็นจากคณะกรรมการ

“มีการดูแลรักษาสภาพอาคารได้ดี ควรได้รับการซ่อมแซมในส่วนที่ชำรุด ส่วนต่อเติมควรใช้วัสดุและรูปแบบที่ดูกลมกลืนและส่งเสริมคุณค่าของอาคารเดิม”

รองอำมาตย์ตรีหมื่นมณีมโนปการ (ตาด น้อยมณี) ชาวอำเภอพิชัย มาแต่งงานกับนางตะขาบ ชาวบ้านบ้านแก่ง และเริ่มสร้างบ้านหลังนี้เมื่อพุทธศักราช 2479 โดยช่างชาวจีนชื่อ กิต และภรรยาชื่อ ทิม ทำกันเพียง 2 คน ใช้ไม้สักทองทั้งหลัง ซึ่งเป็นไม้ในที่ดินของรองอำมาตย์ตรีหมื่นมณีมโนปการเอง การก่อสร้างใช้เวลา 4 ปี จึงแล้วเสร็จ เนื่องจากขนาดของตัวเรือนที่สูงใหญ่และกว้างยาวเกินสัดส่วนของเรือนพักอาศัยทั่วไป เพราะท่านนำแบบมาจากที่ว่าการอำเภอตรอนในสมัยนั้น ประกอบกับต้องการสร้างหลังใหญ่เพราะมีลูกหลานมาก จะได้นอนกันได้สบาย ชาวบ้านในยุคนั้นจึงเรียกว่า “บ้านใหญ่” ต่อมาลูกชายคนโตชื่อ บรรลือ ได้รับราชการจนได้เป็นนายอำเภอ ประจำอยู่ตามอำเภอต่าง ๆ และได้มาอยู่ดูแลบ้านหลังเกษียณอายุราชการ ชาวบ้านจึงเรียกบ้านหลังนี้ว่า “บ้านนายอำเภอบรรลือ” จนทุกวันนี้

บ้านหมื่นมณีมโนปการ เป็นอาคารพักอาศัยขนาดใหญ่ ยกพื้นสูงใต้ถุนโล่ง ตัวเรือนทำด้วยไม้สักทองทั้งหลัง หลังคาปั้นหยามุงสังกะสี มีมุขหน้าทำเป็นจั่ว มีเครื่องไม้ประดับยอดจั่วและปั้นลมแบบเรือนขนมปังขิงเสารับเรือนเป็นเสาปูนหล่อในที่ มีการลบมุมและปั้นบัวหัวเสา ฝาไม้เป็นแบบตีแนวนอนซ้อนเกล็ด บางส่วนของผนังภายในทำเป็นบานเฟี้ยมเต็มช่วงเสาให้เปิดโล่งได้ ลูกฟักบานเฟี้ยมเป็นไม้ทึบ ตอนบนทำเป็นลายบานเกล็ดไม้หลอก ไม่มีช่องระบายลมจริง ยอดฝาทำช่องระบายลมเป็นซี่ระแนงโปร่ง ทั้งฝาภายนอกและภายใน

ปัจจุบัน บ้านหมื่นมณีมโนปการ ไม่มีผู้พักอาศัย แต่ทายาทได้บำรุงรักษาไว้อย่างดีด้วยความภาคภูมิใจ ไม้ไม่มีผุหรือร่องรอยแมลงกัดกินเนื้อไม้ หลังคาสังกะสียังไม่ได้เปลี่ยนได้ซ่อม แต่ก็ไม่มีการรั่วซึม พื้นที่ภายในจัดเป็นนิทรรศการเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นของบ้านและตระกูลน้อยมณี โดยเปิดให้สาธารณชนเข้าชมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย มีส่วนกระตุ้นให้สังคมได้เห็นค่าของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นให้คงอยู่สืบไป


ชุมชนตลาดใหญ่ เมืองตะกั่วป่า

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ชุมชนตลาดใหญ่ เมืองตะกั่วป่า

  • ประกาศนียบัตรอาคารควรค่าแก่การอนุรักษ์ประเภทชุมชน
  • ที่ตั้ง ถนนนครนอก ถนนนครนครใน ถนนปัตตานี ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
  • ผู้ครอบครอง ชุมชนตลาดใหญ่ และชุมชนเสนานุช อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
  • ปีที่ได้รับรางวัล  พ.ศ. 2561
  • อ่านประวัติเพิ่มเติม

ความคิดเห็นจากคณะกรรมการ

“ควรสนับสนุนให้มีมีกิจกรรมและกระบวนการของชุมชนที่ส่งเสริมการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมในเมืองเก่าตะกั่วป่าต่อไปอย่างเป็นรูปธรรม”

เมืองตะกั่วป่าหรือเมืองตะโกลา เดิมอยู่ภายใต้การปกครองของเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นเมืองเอกราชของประเทศศรีวิชัย ต่อมาเมื่อประมาณพุทธศักราช 1832 ชนชาติไทยได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในแคว้น สุวรรณภูมิ และมีอำนาจมากขึ้นจนตีได้เมืองนครศรีธรรมราชและเมืองตะกั่วป่า หลังจากนั้นเมื่อพุทธศักราช 2437 ได้แบ่งการปกครองหัวเมืองต่าง ๆ ออกเป็นมณฑลและจังหวัด เมืองตะกั่วป่าจึงมีฐานะเป็นจังหวัดขึ้นกับ มณฑลภูเก็ต ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เมืองตะกั่วป่าจึงถูกลดลำดับความสำคัญลง จากจังหวัดตะกั่วป่าเป็นอำเภอตะกั่วป่าขึ้นกับจังหวัดพังงาเมื่อพุทธศักราช 2475 โดยศูนย์กลางการปกครองได้ย้ายไปอยู่ที่อำเภอเมือง หลังจากนั้นในวันที่ 11 มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐ พุทธศักราช 2480 มีการจัดตั้งเทศบาลเมืองตะกั่วป่าครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลตลาดเหนือ ตำบลตลาดใต้ และตำบลย่านยาว

เมืองตะกั่วป่าเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ถูกยกให้เป็นเมืองหลวงของการทำเหมืองแร่ดีบุกของประเทศไทยในช่วงพุทธศักราช 2500 ปัจจุบันแร่ดีบุกลดน้อยลง ประกอบกับย่านเมืองเก่าประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่าซบเซา ลูกหลานไปเรียนและทำงานในเมืองใหญ่ ผู้ที่อาศัยในชุมชนส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ประกอบอาชีพค้าขายในพื้นที่และเกษตรกรรมในพื้นที่ข้างเคียง อย่างไรก็ตาม พบว่าย่านเมืองเก่าตะกั่วป่ายังสามารถรักษามรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมเอาไว้ได้ ดังนี้

1. ความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ติดแม่น้ำตะกั่วป่าที่เชื่อมต่อกับทะเลอันดามัน 2. ความหลากหลายของสถาปัตยกรรม ประกอบด้วยเรือนแถวค้าขาย โรงภาพยนตร์ บริษัทเหมืองแร่ ร้านทอง โรงแรม กำแพงเมืองเก่า จวนผู้ว่า ศาลเจ้าพ่อกวนอู บ้านขุนอินทร์ และโรงเรียนเต้าหมิง (โรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรก) สำหรับเรือนแถวค้าขายแบ่งรูปแบบสถาปัตยกรรมได้ 3 รูปแบบ คือ 1) เรือนแถวค้าขายรูปแบบจีนดั้งเดิมตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 3 บริเวณถนนอุดมธารา 2) เรือนแถวรูปแบบจีนผสมตะวันตกบริเวณถนนศรีตะกั่วป่าซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจชุมชน เป็นรูปแบบที่นิยมแพร่หลายในเมืองท่าบริเวณคาบสมุทรภาคใต้ในสมัยนั้น 3) เรือนแถวประยุกต์ที่มีลักษณะเฉพาะที่พัฒนารูปแบบทางสถาปัตยกรรม เช่น ทางเดินหน้าอาคารที่กว้างขึ้น(ประมาณ 3 เมตร โดยทั่วไป 1.5 เมตร) ช่องหน้าต่างและลวดลายประดับที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนนิยามได้ว่า“เรือนแถวเมืองตะกั่วป่า” 3. อดีตความรุ่งเรืองของเหมืองแร่ ยังมีร่องรอยของเหมืองโบราณ โรงถลุงแร่ และเครื่องจักรจำนวนมาก 4. ความหลากหลายทางวัฒนธรรม เป็นเมืองที่มีลักษณะพหุวัฒนธรรม ประกอบด้วยคนพื้นเมือง คนจีนลูกผสมที่เรียกว่า “บาบ๋า” ที่มีความโดดเด่นที่ถ่ายทอดผ่านทางเครื่องแต่งกาย อาหาร ภาษาพูด และประเพณีต่าง ๆ ที่เด่นชัด คือ ประเพณีถือศีลกินผัก และการแห่พระที่สืบทอดมายาวนานกว่า 150 ปี

จากความหลากหลายของมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า ทำให้ในพุทธศักราช 2558 สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมได้ประกาศเขตย่านเมืองเก่าตะกั่วป่า ครอบคลุมพื้นที่ 0.33 ตารางกิโลเมตร ชุมชนตลาดใหญ่ และชุมชนเสนานุช และมีแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน นักวิชาการ และหน่วยงานท้องถิ่น โดยมีจุดมุงหมายเพื่อทำให้ย่านเมืองเก่าตะกั่วป่ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยว รวมถึงการทำให้ลูกหลานชาวตะกั่วป่ากลับมาพัฒนาบ้านเกิด