ข้อบังคับสภาสถาปนิกออกตามพระราชบัญญัติสถาปนิก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566
30 ม.ค. 2569
สภาสถาปนิกออกข้อบังคับสภาสถาปนิก 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสถาปัตยกรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 2) ข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยการอุทธรณ์คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการจรรยาบรรณ พ.ศ. 2569 3) ข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 4) ข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการสรรหา หลักเกณฑ์ และวิธีการในการสรรหากรรมการจรรยาบรรณ พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับสภาสถาปนิกฉบับเดิม 2 ฉบับ และเป็นข้อบังคับสภาสถาปนิกฉบับใหม่ 2 ฉบับ เป็นกฎหมายลำดับรองสืบเนื่องมาจากการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ. 2543 โดยพระราชบัญญัติสถาปนิก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566
1. ข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสถาปัตยกรรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569
เป็นการแก้ไข ข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสถาปัตยกรรม พ.ศ. 2558 มีประเด็นหลักในการแก้ไขคือ
– แก้ไขเพื่อรองรับให้สมาชิกและสถาปนิกต่างชาติขึ้นทะเบียนประพฤติตนตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสถาปัตยกรรม เพื่อที่จะนำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับเรื่องจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม โดยได้แก้ไขบทนิยามของผู้ประกอบวิชาชีพที่ใช้ในข้อบังคับสภาสถาปนิกฉบับนี้ให้หมายความรวมถึงสมาชิก และสถาปนิกต่างชาติขึ้นทะเบียน และแก้ไขคำว่า วิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม เป็น วิชาชีพสถาปัตยกรรม ในข้อ 8 ข้อ 10 ข้อ 11 ข้อ 12 ข้อ 15 และข้อ 17 เพื่อให้ข้อบังคับสภาสถาปนิกฉบับนี้ครอบคลุมไปถึงวิชาชีพสถาปัตยกรรมไม่ว่าจะเข้าข่ายเป็นงานในวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าจะทำโดยผู้ได้รับใบประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมหรือโดยสมาชิกสภาสถาปนิกที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพฯ
– เพิ่มเติมจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ข้อ 18/1 ในหมวดจรรยาบรรณต่อผู้ว่าจ้าง เพื่อให้การประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพครอบคลุมไปถึงการกระทำใดๆ ของผู้ประกอบวิชาชีพที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ว่าจ้างในงานที่เกี่ยวเนื่องกับการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมที่รับทำ ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่สถาปนิกรับจ้างเหมาก่อสร้าง แม้งานรับเหมาก่อสร้างไม่ถือเป็นงานในวิชาชีพสถาปัตยกรรม แต่หากเป็นงานที่เกี่ยวเนื่องมาจากการรับจ้างเป็นผู้ออกแบบ หรือเกิดจากการที่สถาปนิกอาศัยความเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมทำให้ผู้ว่าจ้างเชื่อถือไว้ใจและว่าจ้าง แล้วต่อมามีความเสียหายเกิดขึ้นในงานก่อสร้างนั้น ก็อาจถูกพิจารณาวินิจฉัยลงโทษด้านจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพได้
2. ข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยการอุทธรณ์คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการจรรยาบรรณ พ.ศ. 2569
เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการจรรยาบรรณ ซึ่งเดิมยังไม่มีข้อบังคับว่าด้วยเรื่องนี้ เมื่อพระราชบัญญัติสถาปนิก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ออกใช้บังคับ ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอุทธรณ์จากเดิมที่ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาซึ่งคณะกรรมการจรรยาบรรณวินิจฉัยชี้ขาดลงโทษ อาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยชี้ขาดต่อคณะกรรมการสภาสถาปนิกได้ แก้ไขเป็น ทั้งผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษ และผู้ถูกกล่าวหา อาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยชี้ขาดได้ จึงถือโอกาสกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อให้เกิดความชัดเจนและเพื่อให้มีข้อบังคับสภาสถาปนิกนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
ในข้อบังคับสภาสถาปนิกฉบับนี้ได้กำหนดว่าการอุทธรณ์คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการจรรยาบรรณไม่เป็นการทุเลาการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการจรรยาบรรณ เว้นแต่คณะกรรมการสภาสถาปนิกจะสั่งเป็นอย่างอื่น ซึ่งข้อกำหนดนี้กำหนดตามที่บัญญัติเพิ่มไว้ในพระราชบัญญัติสถาปนิก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 (ข้อ 7 วรรคสาม) และกำหนดให้ผู้อุทธรณ์ หากประสงค์จะให้ถ้อยคำเพิ่มเติมหรือขอให้ทุเลาการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการจรรยาบรรณก็ให้แจ้งมาในหนังสืออุทธรณ์ด้วย (ข้อ 7 วรรคสอง) และในกรณีผู้อุทธรณ์มีคำขอให้ทุเลาการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการจรรยาบรรณตามมาตรา 61 (4) หรือ (5) (พักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต) คณะกรรมการสภาสถาปนิกจะมีคำสั่งให้ทุเลาการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการจรรยาบรรณหรือไม่ก็ได้ โดยคำนึงถึงลักษณะและความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิด พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งเรื่องร้องเรียน ผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งหากมีคำสั่งให้ทุเลาฯจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรม (ข้อ 15)
ในการพิจารณาอุทธรณ์ ให้คณะกรรมการพิจารณาทบทวนคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการจรรยาบรรณได้ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หรือความเหมาะสมของการทำคำวินิจฉัย และอาจมีคำสั่ง ยืน เพิกถอนคำวินิจฉัยเดิม หรือเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยนั้นไปในทางใด ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มภาระหรือลดภาระหรือใช้ดุลพินิจแทนในเรื่องความเหมาะสมของการทำคำวินิจฉัยหรือมีข้อกำหนดเป็นเงื่อนไขอย่างใดก็ได้
3. ข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569
เป็นการแก้ไขข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม พ.ศ. 2544 โดยได้เพิ่ม (8) ของข้อ 4 กำหนดลักษณะต้องห้ามว่า ไม่เป็นผู้ต้องห้ามมิให้ยื่นขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 49 วรรคสอง มาตราที่อ้างถึงนี้มีการบัญญัติเพิ่มโดยพระราชบัญญัติสถาปนิก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ว่าผู้ขอรับใบอนุญาตซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาต้องไม่เป็นผู้ถูกภาคทัณฑ์ซึ่งยังไม่พ้นระยะเวลาตามที่คณะกรรมการจรรยาบรรณวินิจฉัย แต่ต้องไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ถูกภาคทัณฑ์
4. ข้อบังคับสภาสถาปนิกว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการสรรหา หลักเกณฑ์ และวิธีการในการสรรหากรรมการจรรยาบรรณ พ.ศ. 2569
ข้อบังคับสภาสถาปนิกฉบับนี้มีที่มาจากพระราชบัญญัติสถาปนิก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 เช่นกัน ที่ได้บัญญัติเพิ่มเติมไว้เป็นวรรคสามของมาตรา 53 ว่า ในการแต่งตั้งกรรมการจรรยาบรรณ ให้คณะกรรมการแต่งตั้้งคณะกรรมการสรรหาเพื่อดำเนินการสรรหาจากสมาชิกซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในวรรคสอง เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สภาสถาปนิก โดยให้มีการกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการสรรหา รวมทั้งหลักเกณฑ์และวิธีการในการสรรหา เป็นข้อบังคับสภาสถาปนิก
คณะกรรมการสรรหาตามข้อบังคับสภาสถาปนิกฉบับนี้มีที่มาจากผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาปนิก หรืออุปนายกสภาสถาปนิก หรือประธานกรรมการจรรยาบรรณ หรือเลขาธิการสภาสถาปนิก ซึ่งขณะนั้นไม่ได้เป็นกรรมการสภาสถาปนิก และผู้ที่เป็นกรรมการสรรหาจะเข้ารับการสรรหาหรือรับการเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการจรรยาบรรณมิได้
ในการสรรหา คณะกรรมการสรรหาอาจใช้วิธีการเสนอชื่อทั่วไป วิธีการรับสมัครทั่วไป วิธีการทาบทาม หรือวิธีการอื่นใดตามความเหมาะสม วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีก็ได้
ดาวน์โหลด:
aa/cr69(02).pdf
aa/cr69-02.pdf
aa/cr69(02)-03.pdf
aa/cr69-04